สุขภาพแข็งแรงต้องเรียนรู้
 
ร่างกายของมนุษย์นั้น ช่างอัศจรรย์ยิ่งนัก

เรา ๆ ท่าน ๆ ต่างลืมตาดูโลก มาพร้อมกับร่างกายนี้

การที่มนุษย์เรา จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ให้สำเร็จได้

ล้วนต้องอาศัยร่างกาย ที่มีสุขภาพแข็งแรง เป็น พื้นฐานทั้งนั้น

เราจึงควรที่จะเข้าใจ การทำงานของร่างกาย และ โรคภัยที่เกิดขึ้นกับตัวเรา

เข้าใจอาการต่าง ๆ ที่ ร่างกายนี้บ่งบอกเรา

อย่ารอจน สุขภาพย่ำแย่ เดินเหินไมไหว จึงค่อยรักษา อาจไม่ทันการ



*สาระความรู้ทางด้านสุขภาพ ของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแขนงต่าง ๆ

ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง ของ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล*

  ความคิดเห็นที่ 54
 

กินยาอย่างไรจึงจะปลอดภัย ต่อ ระบบย่อยอาหาร และ ตัวยาออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ ?



* วิธีการกินยา พร้อม อาหารที่ถูกต้อง ก็คือ ...

ระหว่างมื้ออาหาร ให้ กินข้าวไปครึ่งหนึ่งแล้ว จึงกินยาชนิดนี้ จากนั้นให้กินข้าวส่วนที่เหลือต่อทันที หรือ จะกินยาหลังอาหารทันทีก็ไม่ผิด

สาเหตุของการกินยาพร้อมอาหาร ก็เพราะ ...

ยาในกลุ่มนี้จะระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารได้ หากกินเข้าไปตอนท้องว่าง อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน และ ปวดท้องได้ นานๆ เข้ากระเพาะอาหารก็จะเกิดแผลมีเลือดออก หากเป็นเช่นนั้นแล้ว อุจจาระจะมีสีดำคล้ำ




* วิธีกินยา ก่อน อาหารที่ถูกต้อง ก็คือ ...

ให้กิน ก่อนมื้ออาหาร 30 นาที แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพราะ ยาจะดูดซึมได้ดีในขณะท้องว่าง



* วิธีกินยา หลัง อาหารที่ถูกต้อง ก็คือ ...

ให้กินหลังจาก กินข้าว ของหวาน ผลไม้แล้ว 15 นาที ไม่ควรเกิน 30 นาที หากนานกว่านั้นท้องจะว่าง เสี่ยงต่อ ตัวยาระคายเคืองกระเพาะอาหาร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ ยาช่วยรักษาความเจ็บป่วยได้ผลดีที่สุด ควรกินตามคำแนะนำ ที่ระบุตามฉลากยาอย่างเคร่งครัด.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วิธีกินยา
26/03/2554 (11:16 am)

  ความคิดเห็นที่ 53
 สำหรับผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ไม่ต้องตัดขาเมื่อมีแผลรักษาไม่หาย ครับ

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นเบาหวาน ที่ต้องรักษาแผลที่เท้า
และต้องถูกตัดขาปีละ 40,000 ราย ( สี่หมื่นราย!!! )
ปัจจุบันนี้ได้มีความพยายามในงานวิจัยโดยความร่วมมือกับคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ร่วมกับ พตอ.นพ.ไพบูลย์ มะระพฤกษ์วรรณ โรงพยาบาลตำรวจ และนพ.ณรงค์ชัย ยิ่งศักดิ์มงคล
ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา มหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ
คลอง 16 ถนนรังสิต-นครนายก ได้ช่วยผู้ป่วยให้ไม่ต้องถูกตัดขาไปแล้วหลายราย

หากท่านใดมีญาติที่เป็นเบาหวาน มีแผลที่เท้า และมีปัญหาในการดูแลรักษา
กรุณาช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วยครับ
ติดต่อโดยตรงกับผู้ประสานงานโครงการ
คุณวุฒิพันธ์ บุญญกาญจน์ Tel. 081-3024707
ในงานวิจัยนี้ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลรักษาเรื่องเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
ด้วย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

กรุณาบอกบุญเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดทางเลือกในการรักษาด้วยครับ
ขออุโมทนาบุญที่ได้ร่วมกันด้วย ขอบคุณครับ การรักษาฟรี

Oravi
22/03/2554 (8:41 am)

  ความคิดเห็นที่ 52
 ลองดูก็ไม่เสืยหาย



วิธีแก้ตะคริว...สุดมหัศจรรย์
ยังมีอาการเล็กๆที่ชอบเกิดขึ้นกับร่างกายอีกอาการหนึ่งคือตะคริว
ตะคริวนี้มักเกิดขึ้นในตอนเช้ามืดเป็นระยะเวลาสั้นๆ
บางคนจึงใช้วิธีนอนนิ่งๆทนปวด
ค่อยๆยืดขาดัดปลายเท้า
บีบนวด สักพักใหญ่ๆก็หาย
แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีหมอประจำทีมนัก
กีฬาโอลิมปิกของอเมริกาได้พบตำรับเคล็ดลับแก้ตะคริว
ได้ผลชะงัดมาก
เพียงแต่ให้เอานิ้วหัวแม่มือ กับนิ้วชี้หนีบริม ฝีปากบนไว้ไม่เกิน1 นาที
ตะคริวจะหายได้อย่างมหัศจรรย์
บอกไม่ได้ว่าทำไมจึงหายแต่บอก ได้ว่าได้ผลเกิน 80%
เป็นตะคริวคราวใดก็ลองดู


Nitipat
26/02/2554 (11:07 pm)

  ความคิดเห็นที่ 51
 
สังเกตุนะ เดินทางกันบ่อย ๆ

ดื่มน้ำไม่ได้เต็มที่ เพราะติดขัดเรื่องห้องน้ำ ปัสสาวะก็จะมีสีเหลืองเข้ม

แสดงว่า ... ร่างกายขาดน้ำ

มีวิธีแก้ไข คือ พอเข้าที่พักในตอนกลางคืน ควรรับประทานน้ำอย่างน้อย 1 ลิตร (ค่อย ๆดื่ม)

น้ำจะเข้าไปขับสารตกค้างในไต แถมช่วยการขับถ่ายหนักในตอนเช้า ให้ท้องไม่ผูกด้วยจ้า



  ความคิดเห็นที่ 50
 
เมื่อท่านเดินเข้าสู่ วัยเพชร (60 ขึ้นไป) ท่านควรที่จะรู้จักปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ให้ช้าลงไม่ต้องเร่งรีบ

1. ทานอาหารให้ช้าลง ค่อย ๆเคี้ยวให้ละเอียด

2. ลุกเดินเหินให้ช้าลง

3. หายใจให้ช้าลง

4. ฯลฯ

เพราะ .... ชีวิตนี้ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน

ช้าหน่อยนะ
11/02/2554 (11:44 am)

  ความคิดเห็นที่ 49
 5 กฎการกิน เพื่อความอ่อนเยาว์ไปนาน ๆ

ความสวยงามขึ้นอยู่กับคนมอง แต่ความเยาว์วัยขึ้นอยู่กับการเปล่งประกาย จากภายในร่างกาย
เรามาเริ่มดูแลอาหารการกินตั้งแต่วันนี้กันนะ เผลอ ๆ อีก 50 ปีข้างหน้าจะได้มาบลิงก์ใส่กันเหมือนวันนี้ที่ยังสาว

1.มองหาสีสัน

ความจริงแล้วอาหารเป็นสิ่งสวยงามมากเลยนะ เริ่มจากสีแดงในมะเขือเทศ
สีเขียวในบร็อกโคลี่ สีน้ำเงินเข้มจากบลูเบอร์รี่ ฯลฯ สีสันสดใสของผลไม้เหล่านี้
จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันออกไป และสารเหล่านี้ล่ะ
ที่จะช่วยหยุดริ้วรอยบนใบหน้า พร้อมกับที่ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดของเราตีบตัน
ซึ่งนอกจากจะชะลอริ้วรอยต่าง ๆ แล้วสารต้านอนุมูลอิสระ
ยังช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายเมื่อเราอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ สารต้านอนุมูลอิสระมีหลายประเภท ตั้งแต่วิตามินเอ ซี อี ซีลีเนียม โคเอนไซม์ Q10
เราจึงต้องเลือกกินผักและผลไม้สีสันต่าง ๆ คละเคล้ากันไป เช่น สีแดงเข้มจากทับทิม
อาจปกป้องเราจากโรคสโตรกและโรคหัวใจ ในขณะที่สีเขียวจากบร็อกโคลี่จะช่วยขับไล่มะเร็งเต้านม เป็นต้น

2.เพิ่มไขมัน

อย่ากลัวไขมันไปเลย ลองหยิบฉลากอาหารขึ้นมา ค้นหา "Monounsaturated Fat"
หรือไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยว เพราะไขมันเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของคุณเยาว์วัย
ออกมาจากภายใน และลดความเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไขข้ออักเสบ
โรคเบาหวาน มะเร็ง หรือแม้แต่โรคอัลไซเมอร์

"กรดไขมันจำเป็น" โอเมก้า-3 นับเป็นสุดยอดสารอาหารอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งเราสามารถหาได้จากปลาต่าง ๆ ที่มี DHA และ EPA อยู่มากมาย
นอกจากปลาแซลมอนที่เรารู้จักกันดีแล้ว ลองมองหาปลาทูน่า ปลาทู ปลาซาร์ดีน
ปลาแฮร์ริ่ง ปลาโอ หรือน้ำมันที่มี ALA อย่างน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา
หรือแม้แต่น้ำมันถั่วเหลืองที่เราคุ้นเคย

3.จิบไวน์แดง

มาเพิ่มความหรูหราสุขภาพดีให้ชีวิตด้วยการจิบไวน์แดง ควรจิบหลังหรือระหว่างมื้ออาหาร
เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างช้า ๆ การดื่มไวน์วันละหนึ่งแก้ว จะลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้
จากทุกสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ โรคหัวใจ (ลด LDL แต่เพิ่ม HDL)
ป้องกันไม่ให้เส้นเลือดอุดตัน ลดความดันโลหิต ประโยชน์ส่วนหนึ่งต้องยกให้แอลกอฮอล์ในไวน์
ที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของหลอดเลือดแดง แต่โดยตัวของไวน์แดงเอง
จะมีฟลาวานอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากผิวองุ่นแดงอยู่มาก

4.ดื่มชาเขียว

ชาเขียวอัดแน่นไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่า คาเตชิน (Catechin)
ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันอนุมูลอิสระมากพอ ๆ กับวิตามินอีหรือซีที่เรารู้จักกันดี
โดยทั่วโลกมีการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของชาเขียวมากมาย
และค้าหาว่าเราต้องดื่มชาเขียววันละกี่แก้วจึงจะเกิดผลดีที่สุด
การดื่มชาเขียวเพียงวันละแก้ว จะลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง 46%
และถ้าดื่มมากกว่านั้นก็อาจลดได้ถึง 65%

หากคุณเป็นสาวกชาเขียว จะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับคุณมากมาย ตั้งแต่ทำให้หลอดเลือดหัวใจปลอดโรค
ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบ ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง เนื่องจากสารคาเตชิน
จะไปกระตุ้นน้ำย่อยจากตับอ่อน ซึ่งจะช่วยย่อยไขมันได้ดีขึ้น
แต่ถึงชาเขียวจะป้องกันมะเร็งได้ดีแค่ไหน การดื่มชาเขียวก็ไม่ใช่ยาวิเศษที่รักษาโรคมะเร็งได้นะคะ

5.กินให้น้อยลง

นักวิจัยจาก Harvard School of Public Health ค้นพบว่าหญิงสาว
ที่มีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกับตอนที่อายุ 18 จะลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวานประเภทสอง และโรคนิ่วได้ถึง 66% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่น้ำหนักขึ้น
จากวัยสาว 5-10 กิโลกรัม โชคร้ายที่เมื่อเราอายุมากขึ้น น้ำหนักตัวก็รังแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้ายังกินของเดิม ๆ และใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม
และถึงแม้คุณจะพยายามมากแค่ไหน แต่ฮอร์โมนที่ดูแลกล้ามเนื้อจะลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ
เมื่อเราอายุมากขึ้น เป็นสาเหตุให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นตามอายุ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือลดปริมาณอาหารลงเสีย

อย่างไรก็ตาม กินให้น้อยลงไม่ได้แปลว่าต้องอดอาหาร ดังนั้น กินให้ดีแล้วมาแข่งกันสาวเถอะค่ะ

Toi Orchid
07/02/2554 (10:37 pm)

  ความคิดเห็นที่ 48
 
โรคหู มีอาการสำคัญ 5 ประการ

- ปวดหนักในหู

- ในรูหูมีน้ำ

- ฟังคำไม่รู้เรื่อง

- ในหูมีเสียง

- เอี้ยวเอียงแล้วเวียนหัว

ควรรีบปรึกษาแพทย์อย่าซื้อยามาใช้เอง

แต่มีอาการหูที่ต้องระวังให้มากอีกอย่างหนึ่งคือ

- อาการหูหาเรื่อง ฟังยังไม่ได้ศัพย์ จับเอามากระเดียด ***อันตรายมาก ๆ ๆ ขอบอก

อาการหู
11/12/2553 (12:58 pm)

  ความคิดเห็นที่ 47
 กิน "วิตามิน" ให้เหมาะกับ "วัย"

การกินวิตามินไม่ได้แปลว่า จะทำให้ร่างกายคุณแข็งแรงขึ้นเสมอไป เพราะหากเลือกกินไม่เหมาะกับวัย อาจทำให้คุณเสียเงินฟรี!
สาวๆสมัยนี้หลายคนต้องทำงานไม่เป็นเวลา นอนดึก ไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพ จึงให้ความสำคัญกับอาหารเสริมกันมาก โดยเฉพาะพวกวิตามินต่างๆ แต่ทราบหรือไม่ว่า การกินวิตามินเสริมนั้น ไม่ใช่ว่าจะกินอย่างไรก็ได้ แต่จะให้ผลได้ดีเมื่อเราเลือกกินได้เหมาะกับวัยของเรา

*ผู้หญิงวัยประมาณ 20-29 ปี วัยนี้อยู่ในช่วงเรียนหรือทำงานตอนต้นๆ ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกิจกรรมต่างๆ ควรรับประทานวิตามีนซีและเกรพซีด โดยวิตามีนซีจะช่วยขจัดอนุมูลอิสระที่อาจก่อให้เกิดโรคหลายชนิด อีกทั้งมีส่วนสำคัญในการดูซับธาตุเหล็ก ช่วยการทำงานของระบบประสาทและช่วยสร้างคอลลาเจน

เกรพซีด เต็มไปด้วยวิตามินสำคัญที่ช่วยในการมองเห็น วิตามินเอ มีบทบาทต่อการสร้างเซลล์ใหม่, วิตามินซีต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ, วิตามินอี เสริมสร้างการทำงานของวิตามินเอและซี ,แคลเซียม เหมาะกับวัย 25 ปีขึ้นไป เพราะแคลเซียมในร่างกายจะเริ่มเสื่อมลง แคลเซียมจะช่วยให้ลิ่มเลือดจับตัวได้ดีขึ้น ช่วยการทำงานกล้ามเนื้อและหัวใจ ควรกินคู่กับวิตามินเค จะช่วยให้ดูดซึมแคลเซียมได้ดี

*ผู้หญิงวัย 30-39 ปี วัยนี้ต้องทุ่มเทให้การงาน สมองและร่างกายจึงอ่อนล้า ต้องเน้นวิตามินช่วยเสริม ได้แก่ วิตามินบีรวม เช่น บี1 บี2 บี3 บี9 และบี12 เป็นต้น สารสกัดจากใบแปะก๊วย ช่วยเพิ่มการไหลเวียของเลือดในสมอง ป้องกันการเสื่อมของเซลล์สมองจากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังทำให้ผนังเลือดแดงยืดหยุ่นแข็งแรง

*ผู้หญิงวัย 40-49 ปี มีภาวะขาดความชุ่มชื่น ไม่เปล่งปลั่ง ควรเลือกอีฟ เวนนิง พริมโรส ออย เป็นกรดไขมันจำเป็น ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์ผิวหนัง ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของเซลล์ผิว

*ผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป วัยนี้ร่างกายเริ่มอ่อนแอ ดังนั้นต้องใส่ใจสุขภาพเต็มที่ ด้วยการรับประทานฟิช ออย เป็นกรดไขมันกลุ่ม โอเมก้า 3 ที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ มี 2 ชนิด คือ EPA ช่วยลดไตรกรีเซอร์ไรด์ในเลือด ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด และ DHA ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของสมอง ความจำ ระบบสายตา ตลอดจนช่วยลดความดันโลหิต ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น แถมด้วยช่วยบรรเทาอาการปวดข้อรูมาตอยด์และข้อเสื่อมอีกด้วย

Source : nsurance-grade.com/evearose.com(Image)
Nu Ta
10/12/2553 (9:32 pm)

  ความคิดเห็นที่ 46
 
หู

- เป็น อวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เราได้ยินเสียง ต่าง ๆ เพื่อการติดต่อสื่อสารพูดคุย

- เป็น อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวของร่างกายขณะเคลื่อนไหว

จึงควรดูแลรักษาหู เพื่อใช้หูอย่างมีประสิทธิภาพไปตลอดชีวิต

วิธีดูแล

- ทำความสะอาดใบหูและรูหูด้วยผ้าชุบน้ำหมาด เพียงแค่นิ้วมือแหย่ได่เท่านั้น

- แมลงเข้าหู ห้าแคะออก ให้ใช้น้ำสะอาดหรือน้ำมันมะกอก หยอดลงไป

- อย่าสั่งน้ำมูกแรง ๆ จะทำให้เชื้อโรคในคอ และจมูก ดันเข้าสู่จมูกชั้นกลาง ทำให้เป็นหูน้ำหนวกได้

- ระวังอย่าให้หูโดนกระทบกระแทกแรง ๆ อันตรายมาก ถึงแก้วหูฉีกขาด หรือกระดูกหูหลุด
ทำให้การได้ยินลดลง

- อย่าให้เสียงตะโกน เสียงเครื่องจักร เสียงเพลงดัง ๆ กระแทกแก้วหูตลอดเวลา เพราะแก้วหูจะเสื่อมได้เร็ว

- หลีกเลี่ยงการแคะขี้หู เพราะขี้หูมีประโยชน์ใช้ป้องกันแก้วหู

- ระวังอย่าให้น้ำเข้าหู อาจทำให้หูมีน้ำหนอง หรือเลือดไหลได้



หูหาเรื่อง
08/12/2553 (1:49 pm)

  ความคิดเห็นที่ 45
 

ถาม ...

เป็นไซนัสอักเสบครั้งแรก เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แล้วกลับมาเป็นครั้งที่ 2 จนขณะนี้เป็นเวลา 7 เดือนแล้ว รักษามาตลอด อาการยังไม่ดีขึ้นใช้ยาตามหมอสั่งตลอด โดยปัจจุบัน มีอาการ ปวดที่หน้าผาก หัวคิ้วเล็กน้อย แน่นจมูก ปวดหน้าด้านขวามาก ลมออกหูด้านขวานิดหน่อย เสมหะลงคอ สีเหลืองเขียวทั้งวัน (ไม่มีไอ ไม่มีน้ำมูก ไม่มีไข้) อยากเรียนถามหมอว่าจะทำไงต่อไปดี


ตอบ ...

อาการที่คุณว่ามาเป็นโรคคไซนัสเรื้อรัง ซึ่งที่อักเสบอาจมีหลายที่ คือ

หน้าผาก ข้างหัวคิ้ว และโหนกแก้ม ในปัจจุบันยังมีอาการอักเสบติดเชื้ออยู่ รักษามานานยังไม่ดีขึ้น คงจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เอกซเรย์บริเวณไซนัส เพื่อยืนยันวางแผนในการผ่าตัด

หลีกเลี่ยงสารที่ก่อเกิดภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น หรือ แมลงสาป ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ...

- เปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์
- ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามพื้น หรือ ฝาห้อง
- ทำความสะอาดแอร์ โดยเฉพาะที่กรอง แกนหมุน ซึ่งอาจจะมีเชื้อราติดอยู่
- อย่าให้มีแมลงสาปในห้อง
- หลีกเลี่ยงการปูพรม

อ.นพ.จำรูญ ตั้งกีรติชัย ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

  ความคิดเห็นที่ 44
 * ประโยชน์ของการเคี้ยวหมากฝรั่ง *

ในขณะที่เคี้ยวหมากฝรั่ง กลไกของการขบเคี้ยวช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารทำงาน ดังนั้นจึงเอื้อประโยชน์ให้แก้ไขโรคบางโรคเฉพาะหน้าได้ เช่น

- โรคกรดไหลย้อน มักเกิดในเวลากลางคืน ควรจะเคี้ยวหมากฝรั่งสัก ๓๐ นาที กรดต่างๆก็จะไหลรวมลงไปอยู่ในกระเพาะอาหาร ไม่ต้องปวดแสบปวดร้นที่หน้าอก

- อาการผะอืดผะอม

- อาการท้องอืด เนื่องจากกระเพาะอาหารไม่ค่อยทำงาน


  ความคิดเห็นที่ 43
 พออายุมากขึ้น เส้นไหล่มักจะติดเข้าไปในกระดูกปีกด้านหลังแขน เพราะเวลานอนเราตะแคงทับเสัน ทำให้เวลาเรานอนตื่น แขนจะยกแทบไม่ขึ้น ปวดแขนทรมานมาก

*วันนี้มีวิธีดี ๆ*

ในตอนเช้า แสงตะวันอ่อน ๆ ยืนให้มั่น ปลายเท้าห่างกันพอสมควร หน้าตั้งตรง ปล่อยวาง แล้วค่อย ๆแกว่งแขน แกว่งไปเรื่อย ๆเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ต้องรีบร้อน เมื่อแขนขยับแกว่งไปหน้า-แกว่งไปหลัง สักพักเส้นสายที่ติดอยู่กลับคืนเข้าที่ เข้าทาง พอทดลองชูมือขึ้นสุด ก็ชูได้สบายมาก เมื่อก่อนต้องให้หมอนวดงัดออกมาเจ็บมาก ท่านี้คือ ท่าแกว่งแขนบำบัดโรค ของท่านตั๊กม๊อโจวซือ นั่นเอง
ค่อย ๆทำ จาก 100 ครั้ง ค่อย ๆเพิ่มไปเรื่อย ๆ เป็น 1,000 ครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าได้เหงื่อเลยแหละ
วิธีดี ๆ
25/11/2553 (11:34 am)

  ความคิดเห็นที่ 42
 
โรคหอบหืด

ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ กลไกการเกิดอาการนั้น เช่นเดียวกับการแพ้สารบางอย่าง

แบ่งได้เป็น 3 แบบ คือ ...

1. เป็นผลจากการแพ้ โดย ผู้ป่วยอาจแพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือ อื่น ๆ

2. เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ เช่น ผู้ป่วยบางคนเวลาโมโห หรือเสียใจ ก็จะมีอาการหอบหืด

3. เกิดจากมีหลอดลมอักเสบ ที่มาจากการเป็นหวัด หรือ เจ็บคอ ซึ่งถ้าไม่รักษา ภายใน2-3 วัน หลังจากเกิดอาการอักเสบเหล่านั้น ก็อาจจะมีอาการหืดตามมา
โรคหอบหืด
24/11/2553 (1:51 pm)

  ความคิดเห็นที่ 41
 

อาการเริ่มแรก ของ การขาดฮอร์โมนไทรอยด์

เช่น ง่วงซึม ขี้หนาว ผิวหนัง - ผมแห้งหยาบ ซึมเศร้า บวมฉุ



อาการของคนเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ

ออ่นเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น ชีพจรเต้นร็ว ขี้ร้อน อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หิวบ่อย ถ่ายเหลวบ่อยคล้ายท้องเดิน ผิวหนังละเอียดนุ่มอุ่นชื้น ฝ่ามือแดง คอพอก ตาโปน หรือ ตารั้งขึ้นไป



การรักษา

แพทย์จะพิจารณาจากอายุ สภาพของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค มีวิธีรักษา 3 วิธี คือ

1. รับประทานยา
เพื่อลดการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ มีระยะเวลาในการทานยาประมาณ 1 - 2 ปีจากนั้นแพทย์จะแนะนำให้หยุดยา ซึ่งหลังจากหยุดยาแล้วส่วนใหญ่มักหายขาด แต่ส่วนน้อยอาจกลับมาเป็นโรคได้อีกต้องรักษากันใหม่ และหากขณะทานยามีอาการเจ็บคอร่วมกับมีไข้ มีแผลในปาก หรือมีต่อมน้ำเหลืองข้าง ๆคอโต หรือเจ็บต้องรีบปรึกษาแพทย์

2. การดื่มน้ำแร่ไอโอดีนกัมมันตรังสี
สารรังสีนี้จะไปทำลายต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินไป ซึ่งใช้ในผู้ใหญ่ที่ไม่ตั้งครรภ์ และต้องดูแลตนเองให้ถูกวิธี หลังดื่มน้ำแร่

3. การผ่าตัด
การตัดเอาต่อมไทรอยด์บางส่วนออก เป็นวิธีที่เร็วแต่อาจมีผลเสียได้เล็กน้อย


อ.พญ.อรพิชญา ไกรฤทธิ์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

  ความคิดเห็นที่ 40
 

ไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)
หรือ
ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป(Hyperthyroidism) คือ


ภาวะที่ต่อมไทรอยด์ มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาในกระแสเลือดมากผิดปกติ ซึ่งจะมีผลในการกระตุ้นเซลล์ต่าง ๆของร่างกายให้ทำงานผิดปกติ จึงเกิดความผิดปกติต่าง ๆเกิดขึ้นในร่างกาย



ต่อมไทรอยด์

เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย
อยู่บริเวณ ส่วนหน้าของลำคอใต้ลูกกระเดือก รูปร่างคล้ายเกือกม้า แบ่งเป็นปีกซ้าย และ ปีกขวา เชื่อมต่อกันด้วย คอคอดตรงกลาง ขนาดปกติจะใหญ่กว่านิ้วหัวแม่มือของเจ้าของต่อมเล็กน้อย และ มองเห็นไม่ชัดเจน



ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่

สร้างและหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาสู่กระแสเลือด
โดยใช้สารไอโอดีนจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นวัตถุดิบ



ฮอร์โมนไทรอยด์ มีหน้าที่

- ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย
- ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
- ระดับไขมันในเลือด
- เผาผลาญพลังงานในร่างกายส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานเป็นปกติ
- รวมทั้งอารมณ์ และ ความรู้สึก


  ความคิดเห็นที่ 39
 

ถาม ...

มีปัญหาเรื่องตาแห้งมาก ๆ ไปตรวจพบว่า เป็นแผลที่บริเวณตาขาว คุณหมอให้น้ำตาเทียมกับขี้ผึ้งมาป้ายตา ตอนนี้ป้ายมา 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น และได้ทานยาไทรอยด์มา 2 สัปดาห์แล้วเหมือนกัน แต่ตาบวมโปนขึ้นมากกว่าเดิม

ไม่ทราบว่าเป็นผลจากไทรอยด์เป็นพิษหรือเปล่าค่ะ ?
หรือระดับของยาที่ทานไม่เหมาะสม ควรทำอย่างไรดี ?
ทราบว่าอาการตาโปนจะไม่หาย หลังจากไทรอยด์ลดลงแล้ว เป็นกังวลมาก


ตอบ ...

ในผู้ป่วยที่มี ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ อาจมีความผิดปกติทางตา

ในรายที่ไม่มากอาจมีเฉพาะการระคายเคืองตา แต่ถ้าเป็นมากจะมีอาการตาโปนร่วมด้วย

อาจปิดตาไม่สนิท ตาแห้ง และ ทำให้เกิดแผลที่กระจกตา (ตาดำ) ได้

ผมคิดว่า คุณน่าจะมีตาโปนมาก จนทำให้ปืดตาไม่สนิทด้วย จนเกิดแผลที่ตาดำ(ไม่น่าใช่ตาขาว)

การรักษานอกจากใช้ น้ำตาเทียม กับ ขี้ผึ้งปฏิชีวนะป้ายตาแล้ว

ต้องรักษา ภาวะไทรอยด์เป็นพิษให้ปกติด้วย ในกรณีเป็นมากแพทย์จะพิจารณาใช้

ยากลุ่มสเตียรอยด์ในขนาดสูงร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม

การรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษไม่ได้ทำให้ตาโปนหาย แต่ความรุนแรงจะลดลง

ถ้าตาโปนมาก ๆ อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติทางตา ซึ่งจะใช้ในกรณีที่เป็น

รุนแรงที่มีผลกระทบต่อสายตาเท่านั้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์


ศ.นพ. ชัชลิต รัตรสาน ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี /

  ความคิดเห็นที่ 38
 

ถาม ...

ผมมีอาการจุกแสบบริเวณ ยอด อกบ่อยๆ และ เจ็บคอ มาตรวจแล้วแพทย์บอกว่า เป็นภาวะกรดไหลย้อน ต้องปฏิบัติตนอย่างไร ? และต้องทานยานานแค่ไหน ?



ตอบ ...

การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวัน

- รับประทาน อาหารตรงเวลา

- รับประทานอาหาร พวกโปรตีน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

- หลีกเลี่ยง อาหารที่มีคาเฟอีน ช๊อกโกแลต แอลกอฮอล์ ซึ่งเพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

- หลีกเลี่ยง เครื่องดื่มน้ำอัดลม

- หลีกเลี่ยง อาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวที่มาจากผลิตภัณฑ์สัตว์

- เลิกสูบบุหรี่

- ควบคุมน้ำหนัก

- หลีกเลี่ยง การใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป โดยเฉพาะ ช่วงหน้าท้อง

- หลีกเลี่ยงการนอนราบ หรือ นั่งเอนหลังรับประทานอาหาร

- ควรรับประทานอาหาร ก่อนเข้านอน อย่างน้อย 3 ชั่วโมง

- ควนนอนยกศรีษะสูง จาก ระนาบประมาณ 4-6 นิ้ว

- หลีกเลี่ยง การใช้ยาที่เพิ่มโอกาสเกิด GERD โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs

- การเคี้ยวหมากฝร้่งประมาณ 30 นาทีหลังรับประทานอาหาร จะช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลายเพื่อ neutralize กรดในกระเพาะอาหารได้


อ.นพ. สรายุทธ วิบูลชุติกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กรดไหลย้อน
19/11/2553 (12:52 pm)

  ความคิดเห็นที่ 37
 
การดูแลตัวเอง ให้พ้นจากมะเร็ง

หลีกเลี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ อันมาจากอาหารที่รับประทาน

- อาหารจำพวก สุก ๆ ดิบ ๆ

- อาหารที่มีไขมันสูง

- อาหารปิ้ง - ย่าง

- อาหารดองเค็ม

- อาหารที่เก็บทิ้งไว้นานจนขึ้นรา

นอกจากนี้ยัง ต้องระวัง การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การตากแดดจัดเป็นเวลานาน

ควรดูแลสุขภาพพลานามัยเป็นประจำสม่ำเสมอ

- ควรทานอาหารถูกหลักอนามัยครบทั้ง 5 หมู่

- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอทุกวัน

- ออกกำลังกายเป็นประจำ

- ดูแลน้ำหนักไม่ให้มากเกินไป

- ทำจิตใจให้เบิกบาน ไม่เศร้าหมอง

เมื่อมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

  ความคิดเห็นที่ 36
 วิธีแก้สะอึก

เป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของใครก็ได้ไม่เลือกเพศและวัย
และไม่รู้สาเหตุที่ แท้จริง และอาจเป็นเพราะสะอึกไม่ใช่อาการร้ายแรง
ไม่เป็น อันตราย ไม่เคยมีใครเสียชีวิตจาก การสะอึก
จึงยังไม่มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง
การสะอึกน่ารำคาญแค่ไหนคนที่กำลังสะอึกจะรู้ดี เพราะความรำคาญ
จึงพยายามหาวิธีช่วยให้ หายสะอึกโดยเร็ว
แล้วในที่สุดดูเหมือนว่าวิธีที่ดีที่สุดที่ได้ผล เกิน 80% ก็คือ
การหายใจในถุงกระดาษ ไม่เกิน 5 นาที
อาการสะอึกจะหายได้แต่ต้องเป็นถุงที่ไม่รั่ว

วิธีแก้ตะคริว

ยังมีอาการเล็กๆที่ชอบเกิดขึ้นกับร่างกายอีกอาการหนึ่งคือ ตะคริว
ตะคริวนี้มักเกิดขึ้นในตอน เช้ามืด เป็นระยะเวลาสั้นๆ บางคนจึงใช้วิธีนอนนิ่งๆ
ทนปวด
ค่อยๆยืดขา ดัดปลายเท้า บีบนวด สักพักใหญ่ๆก็หาย แต่เมื่อเร็วๆนี้
มีหมอประจำทีมนักกีฬาโอลิมปิกของอเมริกาได้พบตำรับเคล็ดลับแก้
ตะคริว ได้ผลชะงัดมากเพียงแต่ให้เอานิ้วหัวแม่มือ
กับนิ้วชี้หนีบริมฝีปากบนไว้ไม่เกิน
1 นาที ตะคริวจะหายได้ อย่างมหัศจรรย์ บอกไม่ได้ว่าทำไมจึงหาย แต่บอก
ได้ว่าได้ผลเกิน 80% เป็นตะคริวคราวใดก็ลองดู





Nitipat
17/11/2553 (11:07 pm)

  ความคิดเห็นที่ 35
 
7 อาการที่บ่งชี้ ว่า อาจจะ ... เป็นมะเร็ง

- อุปนิสัยการขับถ่าย ที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย มีมูกเลือดปนมากับอุจจาระ

- เป็นแผลเรื้อรังซึ่งไม่ยอมหายสักที

- มีเลือด หรือ สารเหลวออกมาจากที่ใดก็ตามที่ผิดปกติ เช่น ตกขาว โลหิตระดูผิดปกติ

- เต้านม หรือ ที่อื่น ๆ ปรากฏมีก้อน หรือ ตุ่มขึ้นมา

- มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย กลืนลำบาก เบื่ออาหาร ผอมลง

- ไฝ หรือ หูด ที่ เปลี่ยนรูปร่าง สี เช่น มีสีดำขึ้น หรือ โตเร็วอย่างเห็นได้ชัด แตกเป็นแผล เป็นต้น

- มีเสียงแหบ ไอเรื้อรัง ที่หาสาเหตุไม่ได้

สาเหตุการเกิดอาจมาจากหลายสาเหตุ

- สาเหตุภายในร่างกายเอง (เชื้อชาติ พันธุกรรม เพศ อายุ เป็นต้น)

- สาเหตุภายนอกร่างกาย (ทางกายภาพ - แสงอาทิตย์ นิ่ว แผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ทางเคมี - สารหนู สีย้อมผ้า บุหรี่ เป็นต้น)

- การอักเสบจากการติดเชื้อเรื้อรังนาน ๆ

- ฮอร์โมนที่มีผลต่อการเป็นมะเร็ง โดยจะพบค่าผิดปกติ เมื่อเป็นโรคมะเร็ง


  ความคิดเห็นที่ 34
 

มะเร็ง คือ อะไร ? ? ?

มะเร็ง เป็นเนื้องอกชนิดร้าย ที่ เนื้อมะเร็งมีการแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อปกติที่อยู่โดยรอบ

เป็นเซลล์ร่างกายที่มีการแบ่งตัวไม่เป็นไปตามแบบแผน อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุม

สามารถแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นของร่างกายที่ห่างไกลออกไป

และไม่ติดต่อกับก้อนมะเร็งเดิม

มะเร็งสามารถเกิดจากเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย ยกเว้น ขน ผม เล็บที่งอกออกมาแล้วเท่านั้น

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีได้ 4 วิธี คือ

- โดยทางกระแสเลือด หลุดเข้าไปในกระแสเลือดแล้วไปเจริญเติบโตในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง เป็นต้น

- กระแสน้ำเหลือง หลุดเข้าหลอดน้ำเหลืองแล้วไปเจริญเติบโตในต่อมน้ำเหลือง บริเวณใกล้เคียง หรืออยู่ห่างไกลออกไป และสามารถการแพร่กระจายเข้าสู่หลอดเลือดอีกทีหนึ่ง

- การฝังตัวของเซลล์มะเร็ง หลุดแล้ว ตกไปงอกเป็นเซลล์มะเร็งในที่ใหม่

- การแพร่กระจายแทรกตัวไปตามพื้นผิวกายในอวัยวะที่เป็นมะเร็ง และอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างเคียง



  ความคิดเห็นที่ 33
 //-แพทย์ ผ่านมา
ความคิดเห็นที่15

//-ขอบคุณครับ ปู่ลิง พยายามกระตุ้น
ให้คนไทย และชาวโลก มาดูแลสุขภาพ
ทั้งโลก ด้วยตนเอง ก่อนที่จะไปถึงมือ
"ผู้เชี่ยวชาญ(ของใคร)"
และ"คนดี(ที่เสียแล้ว)"
//-ระบบชีวาลัย
คือระบบเปราะบางมากๆ
มีเขตที่เอื้อให้มี สิ่งมีชีวิตอาศัย ไม่น่าจะเกิด50กม.ทั้งน้ำและอากาศ
-ชีวิตมนุษย์มีสิ่งค้ำจุน ที่จำเป็น นิดเดียว
แต่เรามี"ความต้องการไร้ขีดจำกัด"
//-เราสร้างกระแสโลก แล้วหลอกให้ตามว่า
"การบริโภค อย่างฟุ่มเฟือย คือชีวิตประเสรีฐสุด"
เลยเป็นที่มาของ"ทุกปัญหาสุขภาพ"
ทั้งระบบของชีวาลัย
-บริโภคเกินพอดี
-บริโภคไม่สมดุลย์
-ไม่มีปัญญาบริโภค อิๆ
//-การศึกษาที่แท้จริง คือ
"เรี่มดูแลตนเอง รักโลก เคารพกฎธรรมชาติ"
และ"ปลุกสติปัญญาฉลาดเลือกมาใช้อย่างมีมนุษย์ธรรม"
//-การมุ่งจัดการมะเร็ง โดยโจมตีเฉพาะจุด
กับการปรับสภาพร่างกาย จนไม่เหมาะแก่มะเร็ง อาศัย
จำเป็นทั้งคู่นะ
//-ปู่ลิงก็ยังเชื่อ ทฤษฎี"มนุษย์เป็นชีวิตกลายพันธุ์"
ไม่งั้นเราคง ไม่แยกจากน้องซิมป์ เมื่อ
สี่ถึงหกล้านปีก่อน
ยีน กลายพันธุ์เป็นสาเหตุของมะเร็ง
เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดในภาวะ สิ่งแวดล้อม
ที่แปรปรวนรุนแรง ทั้งภายนอก ภายใน
หากเราปรับสิ่งแวดล้อม(ภายในง่ายกว่า)
เซลมะเร็งก็ไม่มีหน้าที่ มาทำอะไรต่อ
//-และ หากเรามีสมาธิที่ฝึกดีแล้ว
ก็จะมีจิตสำนึก ลงไปช่วย จิตใต้สำนึก
ยืนยันว่า เซลมะเร็งไม่จำเป็น
เจ้าเม็ดเลือดขาว ภูมิคุ้มกัน ที่แข็งแรง
เพราะเราใช้ชีวิตเหมาะสม
ก็จะทำหน้าที่ ดีขึ้น
//-โดยส่วนตัว เซลมะเร็งในร่างกายก็ยังมี
แต่ถูกเม็ดเลือดขาว"กิน"อย่างสมดุลย์ เท่านั้นเอง
//-ไม่แน่ ปู่ลิงอาจจะกลายเป็นพันธุ์
เป็นสายพันธุ์ที่อยู่ร่วม อยู่รอดกับมะเร็ง
หากเรายัง ส่งเสรีมความคิด
มนุษย์นี่เจ๋งสุดๆ แล้ว
ทำลายห่วงโซ่ ความสัมพันธุ์ ของ
จุลินทรีย์ฝ่ายธรรมะ การหมุนเวียนอินทรีย์สาร
ในนาม"ศิวิไล" อิๆ
ขอบคุณอีกครั้งครับผม สำหรับย่อความรู้มาเล่าสู่กันฟังอิๆ

http://www2.manager.co.th/mwebboard/listComment.aspx?QNumber=322671&Mbrowse=19

............................................
มะเร็ง
http://212cafe.com/boardvip/search.php?user=cm99&keyword=%C1%D0%E0%C3%E7%A7&submit=Search

โดย : มะเร็งที่รัก ปู่ลิง
(แก้ไข)

  ความคิดเห็นที่ 32
  ปู่ลิงเคยบอกว่า “ขาทั้งสองเป็นหัวใจชุดที่สอง การออกกำลังกาย
ด้วยการปั่นจักรยาน หรือการเดิน หรือการวิ่ง จะทำให้หัวใจชุดที่2
ของเราแข็งแรง สุขภาพก็ดีด้วย”

อยากเรียนถามปู่ว่า “การนวดฝ่าเท้า การนวดแผนไทยฯ เป็นการออก
กำลังกายอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่?”
“การนวดช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นสายผ่อนคลาย เป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อ
ทำงานเหมือนกับการวิ่งหรือเดิน ใช่ไหมเอ่ย?
..........................................................
//-กล้ามเนื้อที่มีคุณภาพ
-แข็งแรง
-อดทน
-ยืดหยุ่น
-ยึด ยืดหด อย่างสมดุลย์
-ขจัดของเสีย ที่เกิดจากกิจกรรม ของกล้ามเนื้อ ไม่ให้คั่งค้าง มากเกินไป
..........................................
//-การนวด เสรี่มการทำงาน อย่างสมดุลย์กล้ามเนื้อ
เพื่อให้เกิดสมดุลย์ ที่เราใช้กล้ามเนื้อด้านถนัด มากเกินไป
-การนวดฝ่าเท้า ต้องไม่แรง และนานเกิน จน กลายเป็นการอักเสบ
การนวดก็ช่วยเป็นการบริหารให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ได้ด้วย
แต่ต้องฝึกออกกำลังกาย แบบใช้ออกซิเจน"เหนื่อยนิดๆนานๆ" ด้วยนะ อิๆ

ลิง ตอบ
14/11/2553 (1:48 am)

  ความคิดเห็นที่ 31
 ปู่ลิงเคยบอกว่า “ขาทั้งสองเป็นหัวใจชุดที่สอง การออกกำลังกาย
ด้วยการปั่นจักรยาน หรือการเดิน หรือการวิ่ง จะทำให้หัวใจชุดที่2
ของเราแข็งแรง สุขภาพก็ดีด้วย”

อยากเรียนถามปู่ว่า “การนวดฝ่าเท้า การนวดแผนไทยฯ เป็นการออก
กำลังกายอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่?”
“การนวดช่วยให้กล้ามเนื้อเส้นสายผ่อนคลาย เป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อ
ทำงานเหมือนกับการวิ่งหรือเดิน ใช่ไหมเอ่ย?”
ข้องใจ
13/11/2553 (11:10 pm)

  ความคิดเห็นที่ 30
 

*ต่อมลูกหมากโต*

พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น เกิดจากหลายปัจจัย แต่ยังไม่แน่ชัด

แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

บางท่านมีอาการมาก บางท่านอาจจะน้อยหรือเกือบไม่มีอาการเลยทั้งๆ ที่ ต่อมลูกหมากโต

อาการที่พบได้แก่

- ปัสสาวะไม่พุ่ง พุ่งไม่แรง ปัสสาวะช้า ออกเป็นหยด กะปริบกะปรอยไปห้องน้ำไม่ทัน

ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อย ๆ

ดังนั้น ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิฉัย จะได้รักษาอย่างถูกต้อง


ศ.นพ. วชิร คชการ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี



  ความคิดเห็นที่ 29
 


ถาม ...

คุณพ่อเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ขนาด 2.9 X 1.5 ซ.ม. หมอได้นัดผ่าตัดแต่ไม่อยากผ่า ไม่ทราบว่า มีวิธีรักษาอย่างไรบ้างที่ทำให้ไม่ต้องผาตัด เพราะว่ามีโรคเบาหวานด้วย


ตอบ ...

นิ่วในกระเพาะปัสสาวะในผู้ชายสูงอายุ จะไม่มีเฉพาะปัญหานิ่ว เพียงปัญหาเดียว แต่มักมีปัญหาต่อมลูกหมากโตด้วย ทำให้ถ่ายปัสสาวะและวไม่หมด ตะกอนจึงจับตัวเป็นก้อนนิ่ว

ดังนั้น การรักษาจึงต้งรักษาคู่กันไป ทั้ง นิ่ว และ ต่อมลูกหมากโต

จากขนากก้อนนิ่วมีขนาดค่อนข้างโต คงต้องอาศัยการผ่าตัดแน่ ๆ เพราะการสลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะไม่ได้ผล เพราะนิ่วจะแข็งมาก และ กลิ้งไปมา ไม่อยู่กับที่

ผิดกับนิ่วในไต และ ท่อไต ที่มีความแข็งน้อยกว่า

การผ่าตัดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และ การรักษาต่อมลูกหมากโต ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก
เป็นเบาหวานหากควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี ก็ไม่ได้มีข้อเสี่ยงมากนัก



ศ.นพ. วชิร คชการ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี/
นิ่วใน...
12/11/2553 (11:05 am)

  ความคิดเห็นที่ 28
 
วงจรชีวิตคนเมืองในปัจจุบัน มักนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ยกหูพูดโทรศัพท์ ใคร ๆ ก็มักนึกว่า สะดวกสบายเหลือเกิน ไม่ต้องตากแดดอาบเหงื่อต่างน้ำ แต่งตัวสวย ๆหล่อ ๆ อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่ในความสะดวกสบายเพราะนั่งคีย์งานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นั้น โรคภัยซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ กำลังก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ เช่น

- โรคข้อมือ อักเสบ

- โรคกระเพาะอาหาร

- โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

- โรคขาดสารอาหาร เพราะงานไม่เสร็จก็เลือกทานอาหารอย่างง่าย ๆ

- ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ

- ตาพร่ามัว

- โรคเครียด

- โรคทางเดินหายใจ

- อวัยวะภายในอ่อนแรง การไหลเวียนเลือดน้อยลง หัวใจสูบฉีดไม่เพียงพอ

- ภูมิคุ้มกันอ่อนแรงลง

สาเหตุของโรคต่าง ๆ เหล่านี้ มาจาก การขาด action การเคลื่อนไหวร่างกาย
เมื่ออายุยังละอ่อน ยังไม่ค่อยรู้สึก แต่เมื่อนานเข้านานเข้าอีกทั้งอายุมากขึ้น อาจจะสายเกิน
เราควรเรียนรู้และหาวิธี เสริมให้อวัยวะต่าง ๆ แข็งแรง
โดยการออกกำลังกาย สุขภาพจะได้แข็งแรง อายุจะได้ยืนยาว

  ความคิดเห็นที่ 27
 สาธุ สาธุ กับ คหทที่ 25
ความสมดุลย์ ของร่างกาย ทำให้สุขภาพแข็งแรง

สาธุ
10/11/2553 (11:06 am)

  ความคิดเห็นที่ 26
 //-ยกขึ้นมา
ยกขึ้นมา
10/11/2553 (10:23 am)

  ความคิดเห็นที่ 25
 ในทางของธรรมชาติบำบัดอาจกล่าวว่า
อาการเจ็บปวดทั้งหลายที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นที่เกิดขึ้นกับร่างกายคนเรา
เป็นสัญญาณเตือนอย่างดีของร่างกาย
ที่จะบอกให้เรารู้ว่า ร่างกายเรานั้นเริ่มมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว
จะมากจะน้อยหากมีอาการก็ควรหันกลับมาดูแลตัวเองแล้ว
สังเกตว่าคนที่ไม่ฟังเสียงของร่างกาย
ก็มักจะมีโรคภัยรุนแรงเกิดขึ้นเสมอ
อย่าอดทนกับอาการต่างๆ ที่ไม่ควรจะทน
เพราะมันอาจเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้

เพ็ญพิชชากร แสนคำ
นักกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างร่างกาย
จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (Ariya Wellness Center)
อธิบายว่า โดยปกติการทำงานของร่างกาย
จะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กันอย่างน่าอัศจรรย์
แต่ละอวัยวะทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบ
การที่ร่างกายทำงานเช่นนี้ได้ก็มาจาก สมอง
ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเซลล์ได้ทำงาน โดยจะสั่งการผ่านไขสันหลัง
(ซึ่งอยู่ในกระดูกสันหลัง)
ไปที่เส้นประสาทซึ่งแตกออกมาด้านข้างของแนวกระดูกสันหลัง
ไปถึงอวัยวะต่างๆ ให้ทำงาน
ดังนั้นสิ่งสำคัญนอกเหนือจากสมองแล้วก็คือระบบการไหลเวียน
-นั่นคือทั้งเส้นประสาท
-เส้นเลือดและน้ำเหลือง
เพราะระบบเหล่านี้เป็นตัวกลางสำคัญที่จะทำให้ทุกระบบทำงาน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเส้นเลือด เส้นประสาทและระบบน้ำเหลืองนี้
จะผ่านตามแนวของกล้ามเนื้อ
ซึ่งถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงสมดุล
มีความยืดหยุ่นดีก็จะทำให้ ระบบการไหลเวียนดี
และร่างกายทำงานได้ดี

แต่ในทางตรงกันข้ามหากกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนัก
หดเกร็ง หรือรั้ง มากกว่าปกติ
-อันเนื่องมาจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
-จากการอยู่ในอิริยาบถที่ต่อเนื่องและซ้ำๆ กันเป็นเวลานานๆ
-ในแต่ละวัน สะสมเป็นเดือน เป็นปี
จนกลายเป็นพังผืด
กล้ามเนื้อ ขาดความยืดหยุ่น
การไหลเวียนของเลือดก็ถูกจำกัดไปด้วย
ของเสียที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อก็คั่งค้างอยู่
เลือดก็ไม่ไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อ
จนทำให้เกิดการปวดเมื่อยขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณบอกเราให้รู้ว่า
กล้ามเนื้อของเรา ไม่ไหวแล้ว

อย่างไรก็ตาม เรามักจะละเลยอาการของร่างกายที่คอยบอกเรา
ส่วนใหญ่แล้วก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาแค่อาการให้หาย
"แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ"
ทำให้อาการเหล่านี้กลับมาเรื่อยๆ
ไม่มีทางหายขาด สะสมนานเข้าก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบอื่น
กล้ามเนื้อเกือบทุกมัดที่มีปัญหา
จะเกาะตามแนวยาวของกระดูกสันหลัง
เพราะฉะนั้นหากกล้ามเนื้อเกร็งมากๆ
ก็จะทำให้เกิดกระดูกสันหลังผิดรูป
หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน
ซึ่งเป็นต้นเหตุใหญ่ของโรคร้ายแรงต่างๆ
เพราะในกระดูกสันหลัง มีไขสันหลัง
และหลอดเลือดต่างๆ จึงมีผลต่อระบบร่างกายทั้งหมด

"ยกตัวอย่างเช่น ในคนที่ชอบนั่งไขว้ห้าง
จะทำให้ก้นสองข้างลงน้ำหนักไม่เท่ากัน
กระดูกสันหลังจะคด
หากคดในระดับอกก็จะทำให้การหายใจได้ไม่สะดวก
-ปอดทำงานได้ไม่เต็มที่
-หัวใจก็ต้องทำงานหนักมากขึ้น
เพื่อสูบฉีดเลือดให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด
-โรคความดันโลหิตสูงได้
-เสี่ยงต่อไขมันอุดตันในหลอดเลือดสมอง
-และอาจถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ง่ายๆ
ทำให้สูญเสียคุณภาพชีวิต และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด"

นักกายภาพบำบัด ยังแนะนำด้วยว่า
-อาการปวดเมื่อยเป็นอาการที่มาจากการทำงานของร่างกายที่มากเกินไป
และหากอาการเรื้อรัง ต้องแก้ไขให้ตรงต้นเหตุ
-แก้ไขที่ต้นตอของสิ่งที่เป็นเพื่อไม่ให้อาการเหล่านั้นกลับมา
-และตัดปัญหาที่จะเกิดตามมากับความเจ็บปวด
นั่นก็คือโรคภัยไข้เจ็บ
-การปรับโครงสร้างร่างกาย หรือปรับระบบกระดูกกล้ามเนื้อ
- การสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง สมดุล
-ร่วมกับการเรียนรู้ที่จะปรับร่างกายตัวเอง
ให้เคยชินกับท่าทางและบุคลิกภาพที่ถูกต้องเหมาะสม
นอกจากจะทำให้ไม่ปวดเมื่อย
ป้องกันการเกิดของโรคภัยไข้เจ็บแล้ว
ก็ยังทำให้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ดี
คล่องแคล่ว
รูปร่างก็ดีด้วยเพราะการมีโครงสร้างร่างกายดี

"หากสามารถที่จะทำได้ก็ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้
หากยังไม่มีเวลา เพื่อเป็นการบรรเทาอาการปวดเมื่อยเบื้องต้น
ก่อนนอนแนะนำให้ใช้ความร้อนในการประคบบริเวณที่มีอาการปวด
หรือใช้มือกดคลายเบาๆ ด้วยตัวเอง
เช่นปวดบ่าปวดคอก็ใช้มือกดๆ คลึงๆ ให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลายบ้าง หรือหากปวดคอ-บ่า ลองเอียงคอไปด้านซ้าย/ขวาอย่างช้าๆ
จนรู้สึกตึงมาก ต้องพยายามให้การเคลื่อนไปเฉพาะคอ
ลำตัวอยู่นิ่ง บ่าตรงไม่เอียงไปด้วยจะทำให้กล้ามเนื้อตึงและผ่อนคลาย ควรทำอย่างช้าๆ ควรหลีกเลี่ยงการก้มหรือเงยคอมากๆ
เพราะเสี่ยงต่อกระดูกระดับคอ ฯลฯ
ถ้าอาการปวดเมื่อยเป็นปัญหาต่อการชีวิตประจำวันแล้ว
มีผลต่อจิตใจทำให้เกิดความรำคาญ
ปวดร้าวขึ้นศีรษะ หรือ ชาแล้ว
ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบกระดูกกล้ามเนื้อโดยตรงจะดีที่สุด
เพราะปัญหาเล็กน้อยๆนี้
จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่รุนแรงภายในอนาคตได้"
สถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (Ariya Wellness Center) กล่าว

อย่างไรก็ดี ต้องดีกว่าแน่นอน หากเราป้องกันตัวเองไว้
ดีกว่าต้องรอถึงวันที่ร่างกายไม่ไหว
ต้องนอนให้คนอื่นช่วยเข็น
ดังนั้นควรใส่ใจกับสัญญาณต่างๆ
ที่เขาพยายามจะเตือนคุณ ไม่ละเลยกับอาการต่างๆที่เกิดขึ้น
และปรับใจปรับความคิดให้พร้อมที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตให้วิถีที่พึ่งตนเอง

ที่สุดแล้วหมอที่เก่งที่สุดก็คือ ตัวเราเอง
ไม่มีใครรู้เรื่องราวของร่างกายเราได้ดีกว่าตัวเรา





ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

http://variety.kajeab.com/view.php?id=119203
.......................................
//-ระบบโครงร่างร่างกาย
ต้องมีการออกกำลังกายแบบ กระฉับกระเฉง นานพออย่างน้อยวันละ ครึ่งชั่วโมง
และทานอาหารให้โปรตีนดีๆ จาก ไข่ ปลา มื้อก่อนนอน
เพราะร่างกายจะซ่อมแซมมาก ตอนเราหลับ
โดยเอาข้อมูลการใช้ร่างกาย7วันย้อนหลังมา พิจรณา
จะเสรีมสร้างร่างกายให้แข็งแรง หรือ ทอนลง ขึ้นอยู่กับ
กิจกรรมออกกำลังกาย ใช้กล้ามเนื้อ อย่างสมดุลย์ของเราเอง
-ระบบพลังงาน
ใช้คาร์โบไฮเดท เช่นน้ำตาล แป้ง เป้นหลัก
ลองถอยมาทาน กรดแลคติค ที่ตับต้องเอาไป
ย่อยสลาย หมุนเวียนไขมัน รวมกับออกซิเจน ที่เราหายใจ
จะทำให้เราปลอดภัยจาก เบาหวานอาการ"อ้วนเกิน"อิๆ
"กินเพื่อออกกำลัง สร้างร่างกายใหม่ อย่างกระฉับกระเฉง หัวใจชิวๆ"
-ระบบภูมิต้านทาน
ไขมัน มักเป็นจำเลย เราก็กลัวการ"กินไขมัน"
ระบบภูมิต้านทาน มีเซลเม็ดเลือดขาว ระบบน้ำเหลือง
ต้องการ วิตามีน เอ ดี อี เค ที่มีมากในไข่แดง
-ระบบสั่งการ
มนุษย์สั่งการผ่านระบบประสาทด้วยวิธี
ไฟฟ้า เคมี ชีวะ
การรักษ์อารมณ์แค่ ปิติ สุข สงบ เย็น มีเมตตา
พอแล้วที่ทำให้ระบบนี้ทำงาน ดี
การฝึก สุขจากการตั้งเป้า ไล่ล่า และยินดีเมื่อทำได้
จะทำให้ฮอร์โมนแอนเดอร์ลีน(สารตื่นเต้น) กับเอ็นโดฟีน(สารความสุข)
กระตุ้นทุกระบบ ทำงาน แบบวงดนตรีซิมโฟนี่นะ อิๆ



โดย : ปลุกชีวิตให้ ตื่นเต้น เป็นสุข แบบลิง อิๆ
http://212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=1853

  ความคิดเห็นที่ 24
 หมอนวดไทยบางท่านสามารถดันเส้นที่ติดใต้สะบักออกมาได้ก็หายในพริบตา
ยาหยี
09/11/2553 (11:15 am)

  ความคิดเห็นที่ 23
 

* อาการปวดไหล่ อันตรายที่อาจเรื้อรัง *

มักเกิดจากภาวะ การอักเสบและเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ กระดูกสะบักหลัง และ

ต้นคอโดยมีอาการปวดตื้น อาการปวดร้าวที่คอ หลัง หรือ ต้นแขนได้

เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งาน เช่น

- การพิมพ์งาน ต้องเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอ และ หัวไหล่มาก และ ใช้เวลานาน เกินไป

- สะพายกระเป๋าหนัก ๆ เป็นเวลานาน

- โต๊ะทำงานสูงเกินไป

- นอนหลับสนิทตะแครงทับด้านเดียว

- หัวไหล่หลุดจากอุบัติเหตุ หรือ ออกกำลังกาย

- ความเครียด

การอักเสบของเส้นเอ็นใต้กระดูกสะบัก อาการปวดหัวไหล่ มักเป็น ๆ หาย ๆ


* *ในผู้สูงอายุ**

ภาวะไหล่ติด สามารถเป็นขึ้นได้เอง หรือ เกิดขึ้นจากการกระแทก มักเกิดได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ไทรอยด์ และความผิดปกติที่ปอด

ลักษณะจะมีอาการ อักเสบเยื่อข้อหัวไหล่ในช่วงแรก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไหล่ แต่ไม่มีจุดกดเจ็บที่ชัดเจน เมื่อเวลาผ่านไปนานการเคลื่อนไหวข้อหัวไหลลำบาก

การเคลื่อนไหวลดลง จะเป็นเกือบทุกทิศทาง ยกแขนไม่ได้สุด โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวบิดหมุนข้อหัวไหล่ทำได้ลำบากขึ้น จะมีการเคลื่อนไหวได้น้อย ทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างยากลำบาก เช่น การถูสบู่ การถอดใส่เสื้อยืด

การรักษานอกเหนือจาก การใช้ยาแก้ปวด และ ยาแก้อักเสบ คือ ..

การบริหารยืดข้อหัวไหล่ จะทำให้ภาวะนี้หายเร็วขึ้น

- การใช้มือไต่ผนัง
- การรำกระบอง เป็นต้น

หรือใช้วิธี การดมยาสลบ ดัดข้อหัวไหล่ หรือ ผ่าตัดส่องกล้องข้อหัวไหล่เพื่อตัด และ ยืดเยื้อหุ้มข้อหัวไหล่ที่หดรัดตัวอยู่


อ. นพ.ชูศักดิ์ กิจคุณาเสถียร ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ปวดไหล่
09/11/2553 (11:12 am)

  ความคิดเห็นที่ 22
 

ถาม ...

อายุ 31 ปี มีอาการปวดปัสสาวะอยู่บ่อย ๆ กลิ่นและสีของปัสสาวะไม่ปกติ บางทีปวดแต่ก็ไม่ถ่าย เวลาจามบางทีก็กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อยากทราบว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เป็นอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไม่ และจะมีแนวทางในการรักษาอย่างไร ?


ตอบ ...

อาการที่กล่าวมาน่าจะมีสาเหตุหลายประการด้วยกัน ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้

การที่ปวดปัสสาวะบ่อย มีกลิ่น และ สี ผิดปกติ อาจเกิดการอักเสบหรือมีสิ่งแปลกปลอมอื่นปนมาในปัสสาวะ เช่น เม็ดเลือด เป็นต้น

การตรวจปัสสาวะและการตรวจร่างกายจะช่อยบอกได้ สีที่ผิดปกตินอกจากจะเกิดจากการอักเสบแล้ว อาจจะมาจากโรคของระบบอื่นก็ได้ เช่น โรคตับ เป็นต้น

ส่วนการไอจาม แล้วปัสสาวะเล็ดราดนั้น เกิดจากการหย่อนตัวของหูรูดกระเพาะปัสสาวะ แต่หากมีอาการปวดปัสสาวะแล้วไปห้องน้ำไม่ทัน อาจเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติก็ได้

ขอแนะนำให้มาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจร่างกาย และ ตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะสามารถเลือกวิธีการรักษาได้อย่างถูกต้อง

ในปัจจุบันเรามีวิธีการรักษาภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้ผลดีมาก ทำให้ดีขึ้นได้มากหรือหายขาดได้


ศ.นพ. วชิร คชการ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ปวดปัสสาวะ
08/11/2553 (11:06 am)

  ความคิดเห็นที่ 21
 
ในยุคปัจจุบันนี้ มีสาธารณูปโภค อำนวยความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

- บ้าน สถานที่ที่ทำงาน ต่าง ๆ ล้วนติดเครื่องปรับอากาศ

- มีรถยนต์ รถโดยสาร มอร์ไซด์รับจ้าง จอดถึงหน้าบ้าน เลยไม่ต้อง เดิน

- การจลาจรติดขัด ทำให้เวลาหมดไปกับการเดินทาง กลับถึงบ้านก็ค่ำแล้ว

- มีรีโมท เปิด - ปิด วิทยุ โทรทัศน์ โดยไม่ต้องขยับร่างกาย

- หน้าที่การงาน การเรียน ก็มีแต่นั่งอยู่กับที่

- มีอาหารสำเร็จรูป ในร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน ไม่ต้องทำเอง

- อาหาร Fast Food ต่าง ๆ ที่เร่งพอกพูนไขมัน และ แคลลอรี่

- สถานออกกำลังกาย ก็ยังติดแอร์

ต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้สุขภาพร่างกายเสื่อมเร็ว ข้างนอกดูเนียบสะอาด แต่ข้างในต๊ะติ้งโหน่ง เพราะแทบไม่ได้เคลื่อนไหวให้เกิดการเผาผลาญ วัน ๆ ไม่เคยมีเหงื่อออก หัวใจและอวัยวะต่าง ๆ ก็ไม่มีเลือดเข้าไปสูบฉีดได้ทั่วถึงเพียงพอ ร่างกายก็ไม่สมดุลย์ มันเลยเป็นเหตุให้อ่อนแรง

เมื่อไม่ออกแรง มันก็ไม่มีแรง


ไม่ต้องวิตกไป อย่าตีตนไปก่อนไข้ เรามาแก้ไขที่ต้นเหตุกันเถอะ

ในเมื่อชีวิตปัจจุบัน ต้องทำงานอยู่กับที่ เราจะไปออกกำลังกายอย่างปกติเคย ๆ ย่อมทำไม่

สะดวก เราต้องหันมาออกกำลังกายแบบ ทำที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ เพียงแต่เราต้องตั้งใจจริง


นั่นคือ กายบริหารแกว่งแขนบำบัดโรค เป็นคัมภีร์แก้ไขเลือดลม ของ ท่านอาจารย์โพธิธรรม

(ท่านตั๊กม้อโจวซือ) ง่าย ๆ สะดวกสบาย แค่แกว่งแขนก็ได้เหงื่อเลยแหละ ท่านผู้อาวุโสชาว

จีนต่างใช้วิธีนี้กันแพร่หลายมานานจึงมีสุขภาพแข็แรง และ อายุยืน



การมีสุขภาพแข็งแรงเป็นพื้นฐาน แห่ง มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ

ศิษย์พี่
08/11/2553 (10:11 am)

  ความคิดเห็นที่ 20
 //-ลองปรับสมดุลย์ร่างกายดู
กิน เพื่ออกกำลังกาย(เปลี่ยนอริยาบทสี่ให้พอเหมาะ)
สร้างร่างกายใหม่ ด้วยการ ทานอาหารจากธรรมชาติ ปรุงแต่งน้อย
โดยเฉพาะน้ำไซเดอร์ผลไม้หมักเอง วันละนิดๆๆ
วิธีทำ ตอนนี้หายท่านในสำนัก เป็น มือโปรแล้ว
-ปรับสมดุลย์จิตใจ สติ ปัญญา
ร่างกาย มีตัวสำรอง ตั้งห้าร่าง
มาศึกษา วิธีปลุก มาทดแทนร่างเก่าดูนะ
-ถ้าตับ ลดสารพิษจากอาหาร การย่อยอาหาร จากการกินนมเปรี้ยว น้ำไซเดอร์หมัก
ออกกำลังกายมีเหงื่อบ้างใต ก็จะได้มีโอกาส"ฟื้นตัว"

  ความคิดเห็นที่ 19
 ตอนนี้หนูมีปัญหาเรื่องสุขภาพคือปัสสาวะไม่ค่อยออกนัก
ไปหาหมอก็บอกว่าปกติแต่หาหมอจีนบอกว่าไตทำงานช้าลงหนูไม่อยาก
กังวลอยากถามผู้รู้ช่วยตอบให้คลายสงสัยด้วยคะจะได้เป็นแนวทางต่อไปหนู
บุญกุศลใดที่ลูกสาวแม่พึงมีขอให้แม่มีความสุขตลอดไป
ลูกสาวแม่
07/11/2553 (4:46 pm)

  ความคิดเห็นที่ 18
 

ถาม ... ผิวหนังคัน และ มีตุ่มขึ้น มีเลือดออกมาด้วย ไปตรวจที่สถาบันแห่งหนึ่งคุณหมอบอก

ว่า เป็นโรคภูมิแพ้ น้ำเหลืองไม่ดี เวลากลางคืนจะเกา พอเช้าก็เป็นแผลไม่ทราบว่าเป็นอะไร

กันแน่


ตอบ ... ผื่นคันที่เป็น ๆ หาย ๆ มักจะเป็นผิวหนังอักเสบแบบภูมิแพ้ คนไข้มักจะมีผิวแห้ง มี

ผื่นคันตามซอกพับ แขน ขา เป็น ๆ หาย ๆ มักมีประวัติภูมิแพ้ร่วมด้วย เนื่องจากผื่นผิวหนังโรค

นี้มีอาการคันมาก ดังนั้น ผู้ป่วยมักชอบแกะเกา จนอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ทำให้เกิด

ตุ่มหนองตามมาได้

คำแนะนำสำหรับโรคผิวหนังแบบภูมิแพ้ คือ

1. อย่าให้ผิวหนังแห้ง ควรใช้โลชั่นที่ไม่มีน้ำหอมทาบ่อย ๆ

2. ควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อไม่ให้เกาจนเป็นแผล

3. อาจรับประทานยาแก้แพ้ ถ้าคันตามความจำเป็น

4. ทายาเพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง เพื่อวางแผนการรักษาระยะยาวต่อไป



อ.นพ. สมศักดิ์ ตันติรัตนากร
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล/
ผิวหนังคัน
07/11/2553 (11:55 am)

  ความคิดเห็นที่ 17
 
แพทย์จะมีวิธี รักษาโรคนอนกรน และ หยุดหายใจขณะหลับ ตามความรุนแรงของอาการผู้ป่วยแต่ละรายดังนี้


1. ใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก (CPAP)

เพื่อช่วยเปิดขยาย และ ถ่างทางเดินหายใจส่วนต้นไม่ให้ตีบแคบขณะนอนหลับ

โดยตัวเครื่องจะเป่าลมผ่านท่อสายยางไปสู่จมูกผู้ป่วยผ่านจากหน้ากาก ต้องปรับแรงดันที่

เหมาะสมกับผู้ป่วยในแต่ละราย จนไม่มีอาการกรนหรือหยุดหายใจในขณะหลับ


2. การใส่ฟันยาง (ORAL APPLIANCE)

ให้ผลดีกับผู้ป่วยระดับเล็กน้อย และ ปานกลาง

ฟันยางจะช่วยเปิดทางเดินหายใจส่วนต้นให้กว้างขึ้น โดยการยื่นขากรรไกรและลิ้นมาทางด้าน

หน้า ปัญหาที่พบคือ ปวดขากรรไกร การสบฟันเปลี่ยนไป รวมทั้งมีน้ำลายไหลมาก


3. การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนอนกรน และ หยุดหายใจขณะหลับ

การผ่าตัดมักทำให้เสียงกรนดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถให้หยุดการหายใจขณะนอนหลับไปได้

หมด

ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล/


  ความคิดเห็นที่ 16
 
อาการ ของ โรคนอนกรน และ หยุดหายใจขณะหลับ ของผู้ใหญ่ สังเกตได้ดังนี้

1. นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ

2. หยุดหายใจขณะนอนหลับ หายใจแรงเป็นพัก ๆ สลับกับนิ่งเงียบ แล้วหายใจเฮือกเหมือนสำลักน้ำลาย บางครั้งผู้ป่วยตื่นขึ้นมาเหมือนหายใจไม่ออก

3. ง่วงนอนกลางวัน บางครั้งเผลอหลับไประหว่างประชุม

*ผลกระทบที่สำคัญ*

ไม่มีสมาธิในการทำงาน ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย วิตกจริต หรือซึมเศร้า

ตื่นตอนเช้าพบว่าปวดศรีษะ คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อยช่วงนอนหลับกลางคืน

ผู้ชาย .. สมรรถภาพทางเพศลดลง

ผู้หญิง .. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

ทั้งนี้อาจมีอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน ต้องอาศัยคนรอบข้างคอยสังเกต


  ความคิดเห็นที่ 15
 

การนอนกรน

ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และ เป็นสัญญาณอันตราย ที่อาจบ่งบอก ว่า ...

คุณกำลัง มีปัญหา สุขภาพเสียแล้ว

ซึ่งผลการนอนกรน จะนำไปสู่การเกิดโรคนอนกรน และ หยุดหายใจขณะหลับ



โรคนอนกรน และ หยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea [OSA])

คือ .. ขณะนอนหลับอยู่นั้น ทางเดินหายใจส่วนต้นจะตีบแคบลง

เสียงกรนจะเกิดขึ้นขณะหายใจ อากาศเดินทางผ่านที่แคบทำให้เกิดเสียงดัง


ทางเดินหายใจที่แคบลง อยู่ตรงไหน ?

ทางเดินหายใจที่เกิดตีบแคบลงขณะหลับ อยู่ตั้งแต่ หลังจมูกจนถึงทางเปิดของกล่องเสียง

ทางเดินหายใจส่วนนี้ เปรียบท่อยางยืดหยุ่น ที่ไม่มีกระดูก เป็น โครงแข็ง



โรคนอนกรน
04/11/2553 (11:22 am)

  ความคิดเห็นที่ 14
 โรคลมมันเย็นคนเป็นกันมาก เราเองก็เป็นเพิ่งรู้ว่าอาการเป็นมายังไงขอบคุณมาก ๆ ที่ให้ความรู้ ตอนเราเป็นทรมานมากถ่ายออกมาเลือแดงแจ๋เลย ต้องดื่มน้ำมาก ๆกินยาแก้ร้อนในยาแก้ริดสีดวงตราค้างคาวแล้วยังเหน็บยาอีก ปวดตุ๊บ ๆนั่งก็ไม่ได้ยืนนานก็ไม่ไหว ต้องนอนอย่างเดียว(ตั้งชื่อซะเพราะเลยนะ ริดซี่ ) สาธุ สาธุ
tookkie
03/11/2553 (10:51 am)

  ความคิดเห็นที่ 13
 
วิธีการปฏิบัติตัว ในการป้องกัน และ ดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคริดซี่ ( โรคริดสีดวงทวาร )

1. รับประทานอาหารที่มีกากใย

2. ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว การดื่มน้ำแก้วใหญ่ๆ หลังตื่นนอนตอนเช้าช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้ดี

3. หลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารรสจัด อาหารไม่สุกสะอาด

4. หลีกเลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์

5. หลีกเลี่ยงการกลั้นและเบ่งถ่ายอุจจาระ และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา

6. ทำความสะอาดบริเวณทวารหนักด้วยน้ำ ภายหลังขับถ่าย ลดการระคายเคือง

7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายอย่างรุนแรง หรือการสวนถ่ายอุจจาระ เป็นประจำจนเป็นนิสัย

8. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก

9. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะทำให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น

10. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

11. หลีกเลี่ยงความเครียด ทำจิตใจให้ผ่องใส

หากมีอาการริดซี่รุนแรงเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์ภายใน 48 ช.ม.ป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อนสามารถรับประทานยาแก้ปวด และนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น วันละ 2-3 ครั้งครั้งละ 15-30 นาที เพื่อลดอาการเจ็บปวด




รวมเรื่องสุขภาพกับรามาคลินิคดอทคอม/

  ความคิดเห็นที่ 12
 กลุ่มที่มักพบริดสีดวงทวาร

- ท้องผูก
- ท้องเสีย (ถ่ายอุจจาระบ่อย)
- ชอบเบ่งถ่ายอุจจาระ
- มีนิสัยนั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน
- สตรีที่ตั้งครรภ์ (ถ่ายอุจจาระไม่สะดวก)
- ภาวะตับแข็งทำให้เลือดไหลเข้าตับไม่ได้จึงเกิดเส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งพอง
- อายุมาก
- ไอเรื้อรัง
- น้ำหนักมาก

วิธีรักษาโรคริดสีดวงทวาร แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามความรุนแรงของโรค

1. ใช้ยาเหน็บทวาร ครีมทาทวาร (ห้ามใช้เกิน 1 สัปดาห์) และยาระบาย เพื่อลดการอักเสบและระคายเคือง

2.การฉีดยาเข้าไปที่หัวริดสีดวงทวาร หรือใช้แถบยางรัดโคนหัวริดสีดวงทวารเพื่อให้ฝ่อไป

3. การจี้ริดสีดวงทวาร ด้วยความร้อน หรือ ความเย็น

4. การผ่าตัดหัวริดสีดวงทวาร ออก

  ความคิดเห็นที่ 11
 ริดสีดวงทวาร แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

- ริดสีดวงทวาร ชนิดภายใน คือ กลุ่มหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ชั้นเยื่อบุลำไส้ ภายในรูทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งจะตรวจพบได้ เมื่อใช้กล้องส่องตรวจ

ระยะที่ 1 เริ่มมีหัวริดสีดวงเกิดขึ้น แต่ไม่มีก้อนเนื้อยื่นออกมา และจะมีเลือดสดๆ ออกขณะถ่ายหรือหลังถ่ายอุจจาระ

ระยะที่ 2 หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมา เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระ และหดกลับไปได้เองหลังถ่ายอุจจาระเสร็จ

ระยะที่ 3 หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมา เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระ ไอ จาม ยกของหนัก ออกกำลังกาย และไม่หดกลับเข้าไปเอง ต้องใช้นิ้วมือดันเข้าไป

ระยะที่ 4 หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมาคาอยู่ข้างนอกตลอดเวลา ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ ผู้ป่วยจึงรู้สึกเจ็บปวด

- ริดสีดวงทวาร ชนิดภายนอก คือ กลุ่มหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณปากทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งสามารถมองเห็นและคลำได้ เพราะผิวหนังรอบ ๆทวารจะถูกดันจนโป่งออกมา ผู้ป่วยจึงรู้สึกเจ็บปวด

  ความคิดเห็นที่ 10
 
ถาม ริดสีดวงทวาร คือ อะไร ?

ตอบ ริดสีดวงทวาร คือ ภาวะที่หลอดเลือดดำบริเวณหนักทวารหนัก เกิดการปูดพอง (ขอด)

เป็นหัว ซึ่งอาจมีได้หลายหัว และ เป็นพร้อมกันได้หลายแห่ง


  ความคิดเห็นที่ 9
 //-ชีวิตมีอริยาบทสี่
เดิน ยืน นั่ง นอน
ลองมา เดินให้มากหน่อย นั่งให้น้อยหน่อย
เพราะ"ขาแข็งแรง หัวใจก็แข็งแรง"
-กินอาหาร.......ปลอดสาร
ทำงาน............จนได้เหงื่อ
ไม่เบื่อ.............เจริญกุศล
ขุดค้น กิเลส......และทิ้ง
เป็นวิถี แห่ง ชีวิตที่มีชีวา
มั่งมีใน อริยธรรม ครับผม อิๆ

* ... บริโภคข้าวกล้องไทยปลอดสารพิษ

ทุกชีวิตไม่ต้องพึ่งยารักษา

ดีทั้งสุขภาพใจและกายา

ภูมิปัญญาไทยนำพาชาติเจริญ ... *

ขอบคุณครับผม อิๆ

ลิง สาธุ
02/11/2553 (7:36 am)

  ความคิดเห็นที่ 8
 
สาธุ สาธุ เห็นด้วยจ้า แก้ที่ต้นเหตุเจ๋งกว่าเยอะ ...



* ... บริโภคข้าวกล้องไทยปลอดสารพิษ

ทุกชีวิตไม่ต้องพึ่งยารักษา

ดีทั้งสุขภาพใจและกายา

ภูมิปัญญาไทยนำพาชาติเจริญ ... *




  ความคิดเห็นที่ 7
 //-ยกขึ้นมา
ยกขึ้นมา
01/11/2553 (7:07 am)

  ความคิดเห็นที่ 6
 //-มาทานข้าวกล้อง ปลอดสารพิษ..... เป็นยา
ช่วยชาวนา ....................................ทำนาให้เกิดกุศล
ล้างพิษ จากพระแม่ธรณี พระแม่คงคา....เกิดสุขภาพดี บัดดล
เพื่อลูกหลาน ผู้คนชาติ สยามนี้ ...........สืบกุศล วิถีอริยะ ยั่งยืนเอยฯ

  ความคิดเห็นที่ 5
 
ถาม ...

การทานยาก่อนอาหาร ควรทานก่อนกี่นาที ?
ถ้าทานยาแล้วทานอาหารเลย จะทำให้ประสิทธิภาพของยาด้อยลงไปหรือไม่ ?
หรือ ยาหลังอาหารทานก่อนอาหารได้ไหม ?
ถ้าลืมทานยาก่อนอาหารแล้ว ทานรวมกันได้หรือไม่ และ จะมีผลต่อการรักษาอย่างไร ?


ตอบ ...

1. ควรทานก่อนทาอาหาร ประมาณ ครึ่งชั่วโมง เป็นอย่างน้อย

2. หากทานยาก่อนอาหารแล้ว ทานอาหารทันทีเลย จะทำให้เกิดการลดการดูดซึมของยา

และยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรืออาจจะไม่ได้ผลเลย ยาก่อนอาหารจะได้ผลดีเมื่อกระเพาะอาหารว่าง

3. ยาหลังอาหารไม่ควรนำมาทานก่อนอาหาร เพราะยาหลังอาหารจะมีฤทธิ์ในการกัดกระเพาะ อาจทำให้เกิดการคลื่นไส้อาเจียนได้

4. หากลืมทานยาก่อนอาหาร แนะนำให้ทานยาหลังจากทานอาหารมื้อนั้นผ่านไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่กระเพาะอาหารว่าง และ เหมาะสมกับการดูดซึมของยา


ผู้ตอบ ... ศ.ดร. อำนวย ดิฐาพันธ์
ที่ปรึกษาคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


การทานยา
31/10/2553 (11:09 am)

  ความคิดเห็นที่ 4
 
ถาม ... ดิฉันทานยาพาราเซตามอล เลาปวดหัว ปวดประจำเดือน หรือปวดฟัน ไม่รู้ว่าถ้ากินนานๆ จะมีผลอะไรหรือไม่ ?

ตอบ ... ยาพาราเซตามอล เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการปวด และ ลดไข้ มีความปลอดภัยสูง

แต่ถ้าใช้บ่อย ๆ เป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ๓ - ๖ เดือน ก็อาจทำให้ตับและไต มีปัญหาได้

และถ้าหากรับประทานยาในขนาด ๑๕ กรัม ขึ้นไป ภายใน ๑ วัน

มีขนาดเม็ด ละ ๕๐๐ - ๖๐๐ มิลลิกรัม)

และหากไม่ได้รับการรักษา ก็จะเสียชีวิตเพราะตับวายได้ ภายใน ๒ - ๓ สัปดาห์


ผู้ตอบ ... ศ.ดร. อำนวย ดิฐาพันธ์
ที่ปรึกษาคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี



  ความคิดเห็นที่ 3
 
ถาม ... ปัจจุบัน อายุ 37 ปี มีอาการปวดเข่าข้างซ้าย เวลานั่งยอง ๆ 5 นาที เมื่อลุกขึ้นยืนจะไม่สามารถยืนบนเข่าด้านซ้ายได้เลย จนสักพักจึงจะสามารถเดินได้ ต้องยืนพักที่ขาด้านขวาก่อนไม่ทราบว่าอาการเกิดจากอะไร เป็นแบบนี้มาเป็นเดือนแล้วแต่ไม่กล้าไปพบหมอ

ตอบ ... จากประวัติผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่านั่งยองนาน ๆ

มักจะมีสาเหตุมาจากกระดูกอ่นผิวข้ออักเสบ หรือ ได้รับบาดเจ็บ

อาการจะเริ่มต้นจากข้างใด ข้างหนึ่งก่อน หรือ เริ่มจากเข่าที่ได้รับบาดเจ็บ หรือ มีลักษณะโครงสร้างที่ผิดปกติก่อน

ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องปวดทั้งสองข้างพร้อม ๆกัน และ เนื่องจากกระดูกอ่อนเป็นโครงสร้างที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง

ทำให้ร่างกายซ่อมแซมได้ช้า ผู้ป่วยอาจมีอาการได้นาน หรือ ไม่หายได้

แม้กระทั่งทานยาแก้ปวด หรือ ยาลดการอักเสบเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น แนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจร่างกาย และ ให้คำแนะนำเพิ่มเติม


ผู้ตอบ อ.นพ.ชูศักดิ์ กิจคุณาเสถียร
ภาควิชาออร์โะปิดิกส์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

  ความคิดเห็นที่ 2
 
อ้อ ! ขออภัย คหท.ที่ 1 ลืมลงชื่อแพทย์ผู้ให้ความรู้


ผู้ตอบ คือ ศ.นพ. วชิร คชการ

ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


  ความคิดเห็นที่ 1
 
ถาม ... ในแต่ละวันจะปัสสาวะบ่อยมาก อยากทราบว่า ปัสสาวะบ่อยแค่ไหนถึงผิดปกติ ?

ตอบ ... ปกติ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ผู้ใหญ่จะถ่ายปัสสาวะ ประมาณ 4 - 6 ครั้ง

ถ้าปัสสาวะตอนกลางคืน ไม่เกิน 2 ครั้ง

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความจุของกระเพาะปัสสาวะ และ ปริมาณการดื่มน้ำ

ในปัจจุบันเราถือว่า ...

หากถ่ายปัสสาวะ มากกว่าวันละ 8 ครั้ง หรือ ตื่นขึ้นมาปัสสาวะเกิน 2 ครั้งถือว่าผิดปกติในสภาพการดื่มน้ำตามปกติ

หากมีข้อสงสัย คุณสามารถทำบันทึก การถ่ายปัสสาวะ ได้

โดยการจดบันทึก ปริมาณน้ำ และ เครื่องดื่มทุกชนิดที่ดื่ม ระบุเวลา และ ปริมาณ แยกเป็นช่วงกลางวัน และ กลางคืน

ช่วงกลางวัน ตั้งแต่ ตื่นนอนตอนเช้า จนกระทั่ง เข้านอน

ช่วงกลางคืน ตั้งแต่ หลังจากเข้านอนแล้ว จนกระทั่ง ตื่นตอนเช้า

ร่วมกับจดบันทึก ปริมาณปัสสาวะที่ถ่ายออกมาด้วย รวมถึงบันทึกว่า ...

มีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ปัสสาวะราด หรือมีอาการปวดรุนแรง เป็นต้น

บันทึกการถ่ายปัสสาวะดังกล่าวประมาณ 4 - 5 วัน แล้วนำข้อมูลไปพบแพทย์

ก็สามารถบอกสาเหตุ และ การรักษาได้