750 ปีเมืองเชียงราย
 ดวงเมืองเชียงราย
สร้างตามรูปแบบสมมุติของจักรวาล


“ดอยม่อนนี้ พญามังราย (พ่อขุนเม็งรายมหาราช)
ทรงกำหนดให้เป็นสะดือเมืองเพื่อสร้างเมืองเชียงราย วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805
ณ สถานที่แห่งนี้ปัจจุบัน คือ วัดพระธาตุดอยจอมทอง
และเสาสะดือเมืองเชียงราย (เสาหลักเมือง) ตั้งอยู่ที่ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย”

จากการค้นคว้าตามหลักวิชาการทางโหราศาสตร์ในระบบนิรายนะวิธี (Fixed Zodiac) ทราบว่า...
น่าจะเป็นวันพฤหัสบดีต่อเนื่อง (คาบเกี่ยว) วันศุกร์คืนพระจันทร์เพ็ญเต็มดวงบนท้องฟ้าในครั้งกระนั้น...
ดังที่กระผมได้นำรูปดวงชะตาเมืองเชียงรายนำเสนอแด่ท่านนักอ่าน
และมวลสมาชิกวารสารดวงประกาศิตเป็นของกำนัลต้อนรับศักราชใหม่


ประวัติเสาสะดือเมือง (เสาหลักเมือง)

เสาสะดือเมืองเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของการก่อตั้งชุมชนและเมือง
สำหรับจังหวัดเชียงรายจะเรียกเสาหลักเมืองว่าเสาสะดือเมือง
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่า เมื่อครั้งสร้างเมืองครั้งแรกใช้คำว่า “เสาสะดือเมือง”
ไม่ใช้คำว่าเสาหลักเมือง เสาสะดือเมืองแห่งนี้สร้างขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา หรือ 5 รอบ
และเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพญามังรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายครบ 725 ปี

ลักษณะของเสาสะดือเมืองเชียงราย สร้างขึ้นโดยยึดตามรูปแบบเสาใจกลางบ้านของชาวไทยลื้อ
ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขต อ.เทิง อ.เชียงของ อ.พาน
ซึ่งปกติเสาใจกลางบ้านของชาวไทยลื้อจะสร้างด้วยไม้
แต่เสาสะดือเมืองเชียงรายเป็นเสาหินซึ่งสร้างจากหินชั้นดีจากจังหวัดตาก
ทั้งนี้เพื่อความคงทนถาวร เสาสะดือเมืองเชียงรายสร้างในรูปแบบศิลปะขอมแบบพนมบาแก็ง
โดยยึดตามรูปแบบสมมติของจักรวาล หันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก
บริเวณด้านนอกสุดเป็นคูน้ำเหมือนในจักรวาล ลานดินถัดจากคูน้ำหมายถึงแผ่นดิน
ลานด้านในยกเป็นชั้นๆ จำนวน 6 ชั้น เปรียบเสมือนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นในกามภูมิ
โดยแต่ละชั้นจะมีร่องน้ำคั่นกลาง เหมือนปัญจมหานที ได้แก่ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหิ
ไหลลดหลั่นกันลงสู่พื้นดิน ชั้นในสุดยกเป็น 3 ชั้น หมายถึง รูปภูมิ อรูปภูมิ และนิพพาน
ตัวเสาสะดือเมืองตั้งโดดเด่นดั่งเขาพระสุเมรุอยู่บนฐานสามเหลี่ยมยกพื้นสูง
ซึ่งเปรียบเสมือนตรีกูฏบรรพต หรือผา 3 เส้า มีเสาบริวารล้อมรอบจำนวน 108 ต้น



ดวงเมืองเชียงรายและเชียงใหม่สร้างโดยกษัตริย์องค์เดียวกัน คือ พญามังรายหรือพ่อขุนเม็งรายมหาราช
จากข้อเท็จจริงด้วยกาลเวลาอันยาวนาน ความเจริญเมื่อเปรียบเทียบกันยังห่างไกลกันมาก
เป็นเพราะอะไร? ทางวิชาโหราศาสตร์มีคำตอบหรือไม่? ที่เห็นเด่นชัดเป็นอันดับแรกก็คือ
การคมนาคม ทางรถไฟไปไม่ถึงเมืองเชียงราย ทั้งๆ ที่มีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านแค่มือเอื้อม
ที่ อ.แม่สาย คือ สหภาพพม่า (Union of Myanmar) นักอ่านท่านที่รักโดยเฉพาะคนไทย
จะรู้ว่าทางรถไฟที่ผ่านไปถึงชายแดนของจังหวัดทุกภาค
เช่น ภาคใต้ที่สุไหงโกลกมีเส้นทางรถไฟเชื่อมบัตเตอร์เวิร์ธของมาเลเซีย
ภาคตะวันออกที่ จ.สระแก้ว มีทางรถไฟพร้อมที่จะเชื่อมต่อไปที่ประเทศกัมพูชา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ จ.หนองคาย ไปยังท่านาแล้ง สปป.ลาว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 52
และภาคตะวันตกที่ จ.กาญจนบุรี ทางรถไฟเหล่านี้บ่งบอกถึงการคมนาคมและการขนส่งสินค้า
ซึ่งเป็นทางเลือกของประชาชน โดยเฉพาะการขนส่งจะมีค่าระวางที่ถูกกว่าทางด้านอื่น
เพราะขนส่งได้เป็นจำนวนมาก จึงเห็นได้ว่าที่เชียงใหม่ได้เปรียบเพราะมีเส้นทางคมนาคมครบทุกด้าน
แต่มิใช่ว่าการมีรถไฟผ่านจะทำให้จังหวัดนั้นๆ เจริญเสมอไป
เพียงแต่กระผมจะชี้ให้เห็นการวิเคราะห์ดวงเมืองเชียงรายในแง่มุมของโหราศาสตร์

การวิเคราะห์ดวงเมืองเชียงราย

ดวงเมืองเชียงรายกับเชียงใหม่ถือกำเนิดเป็นวันพฤหัสบดีตรงกันทั้ง 2 เมือง
แต่ความเจริญต่างกันมาก วิชาการโหราศาสตร์อธิบายได้ว่า
เนื่องจากก่อนจะเป็นเมืองเชียงรายปัจจุบันได้ผ่านยุคสมัยและอาณาจักรนับตั้งแต่ครั้นพุทธกาล
จึงเป็นดินแดนกึ่งอาถรรพ์สืบเนื่องจากดินแดนเก่าแก่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเช่นนี้
จะต้องมีกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองนครหลายราชวงศ์และต่างเผ่าพันธุ์ผสมผสานทั้งเชื้อชาติ
ประเพณี วัฒนธรรม และรูปแบบวิถีชีวิต ทั้งยังเคยผ่านสงครามจนถึงขั้นเป็นเมืองร้างหลายครั้งฯลฯ

เรื่องราวต่างๆ ปรากฏในดวงเมืองเชียงรายตรงตามพงศาวดาร
กระผมขอไม่อธิบายดวงเมืองเชียงรายในระบบสุริยยาตร์
แต่จะขออธิบายตามระบบนิรายนะวิธีซึ่งตรงกับระบบดาราศาสตร์
หรือที่เรียกว่าตรงกับดวงดาวที่โคจรจริงบนท้องฟ้า
และเป็นวันที่ 26 ม.ค. พ.ศ. 1805 ตามบันทึก
กระผมมิได้มาเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด จึงวิเคราะห์ไปตามหลักฐานที่ปรากฏอยู่

ลัคนาดวงเมืองสถิตที่ราศีมังกร หรือราศีมกร (อ่านว่า มอ-กะ-ระ)
กุมดาวอาทิตย์ (ล+๑) ภาษาโหรเรียกว่าตำแหน่ง ไทยเกณฑ์

แต่เนื่องจากดวงเมืองถือกำเนิดในวันพฤหัสบดี จึงเท่ากับลัคนาสถิตเรือนกาลี
เพราะเรือนนี้เป็นเรือนของดาวเสาร์ (๗) นอกจากนี้ดาวเสาร์ยังเป็นเจ้าเรือนราศีกุมภ์
หมายถึงไม่ว่าดาวอะไรที่เข้าไปสถิตสองราศีนี้ จะต้องเสื่อมสภาพเพราะเป็นเรือนกาลี
เว้นแต่คู่มิตรคือ พระราหู (๘) ดวงเดียวเท่านั้น
ดังเช่นดวงเมืองเชียงรายมีพระราหูดังกล่าวสถิตเด่นในตำแหน่งเกษตร
หมายถึง เป็นเจ้าเรือนราศีกุมภ์ครึ่งหนึ่งกับดาวเสาร์
แต่วิชาโหราศาสตร์ก็เรียกราหูในตำแหน่งเรือนที่ 2 (เรือนกดุมภะ) นี้ว่า ราหูค้นทรัพย์
ในชะตาบุคคลเป็นความหมายถึงการรักษาทรัพย์ไว้ไม่อยู่

จากดวงประกาศิต ฉบับ กุมภาพันธ์ 2553
คอลัมน์ "ขอบฟ้าชะตาเมือง" โดย โหรเจนชาติ และ อ.สลักดาว

FW.MAIL
24/07/2554 (8:46 pm)

  ความคิดเห็นที่ 47
 //-สาธุ ขอบคุณภาพสวยๆ จากเจียงฮาย ครับผม
สาธุ
08/02/2555 (10:03 pm)

  ความคิดเห็นที่ 46
 750 ปีเมืองเชียงราย 2

Watch
08/02/2555 (5:37 pm)

  ความคิดเห็นที่ 45
 750 ปีเมืองเชียงราย

Watch
08/02/2555 (5:25 pm)

  ความคิดเห็นที่ 44
 //-ผ่านไปแล้ว ด้วยดี สำหรับพิธีกรรม ตามประเพณี
แม้นจะมีการ"สอดใส้" เพื่อ การได้มาของสิทธิอำนาจแบบ"ชอบทำ"
//-แต่พิธีสำคัญ คือวันที่27 ก็ลุล่วงแบบ เปลี่ยนซีน ทุกห้านาที "ฮ้า"
เอามา สาธุ ให้นายแม่เรา ที่วางหมากกล ศึกครั้งนี้
และพวกเราทุกคน ทุกสาย ทุกสี ทุกวงค์
แสง สี เสียง ทั้ง
-เถรวาท
-มหายาน
-วัชรยาน
-ตันตระ
-เซน
-ฤๅษี
-เต๋า
-ขงจื้อ
-อีกสารพัดจื้อ มากันส่งจิต เป็นหนึ่ง
กุศลธรรมในใจมนุษย์ กับความสะดวกสบายทางโลก จะเจริญคู่กัน
ส่งโลกให้ศิวิไลไปอีก 1000ปี
แต่ทุกๆ 200ปี ก็จะมีการปรับแผน ปรับผัง กันใหม่
เพราะเป็น"สงครามอมตะ" อิๆ
200ปีข้างหน้า ใครว่าง มาร่วมงานกับ ดช.ปู่ลิงได้เด้อ อิๆ
//-งานที่ลิง ทำแทนตัวจริง ก็จบ ส่งคืนวิชชา ที่แบกมา สามสิบปี
ให้ครูบาอาจารย์ไปแล้ว
จะได้ ตีลังกา ท่องโลก ต่อไป สาธุ ครับ

ตามนายแม่ ขึ้นเจดีย์มังกรทอง พบโชค

กราบพระแม่กวนอิมหอมหมึ่นลี้ ชื่นใจ กันนครับ





สาธุ
02/02/2555 (7:33 am)

  ความคิดเห็นที่ 43
 //-คณะ ลามะจากภูฏาน มาถึง ดอยจอมขวัญแล้ว
เรี่มพิธีเดิน กำหนด บริวาร สวดเจริญชัยมงคล
ให้แก่ ที่นี่ เนื่องในวันตรุษจีนครับผมสาธุ


Thanks: ฝากรูป


Thanks: ฝากรูป

สาธุ


Thanks: ฝากรูป

สาธุ


Thanks: ฝากรูป


สาธุ
23/01/2555 (12:31 pm)

  ความคิดเห็นที่ 42
 //-หลวงพ่อไชยวัตน์ ส่งรถตู้สองคัน พร้อมหลวงตา มารับ
คณะลามะ จากภูฏาน ไปร่วมพิธี สืบชะตา เชียงราย 750 เดินทางวันนี้ครับผม สาธุ

สาธุ
22/01/2555 (7:24 am)

  ความคิดเห็นที่ 41
 ค่าใช้จ่ายจัดเตรียมงาน 750 ปี แจ้งให้ท่านอาจารย์ทราบ
1. งานก่อสร้างขยายถนนเดิมให้รถสวนได้ ประมาณการ 300,000 บาท
2. ปรับปรุงลานพระขาว เพื่อจัดเตรียมเต็นท์ที่พัก 25,000 บาท
3. ปรับปรุงห้องน้ำบริเวณโรงครัว และที่เก็บน้ำใช้ 50,000 บาท
4. ปรับสถานที่และจัดหาวัสดุปูพื้นเต็นท์พักอาศัย 15,000 บาท
5. เจ้าภาพโรงทานวันละ 50,000 บาท จำนวน 4 วัน (24-27 มค.)
6. ทางขึ้นลงลานจอดรถกับอาคารทิเบต

  ความคิดเห็นที่ 40
 ความหมายของพิธี monlam

more-
28/11/2554 (10:12 am)

  ความคิดเห็นที่ 39
 //-สามัคคี คือพลัง..............อันเลิศ
รวมใจกันเถิด ทุกวงค์..............และสายสี
มาเป็นหนึ่ง เพื่อสวัสดี มงคล.........จำลองสวรรค์ สุขาวดี เหนือปัฐพี
ดอยจอมขวัญ พระทรงชัยนี้ จักเป็น เสาหลัก.........สามโลกเอยฯ

สาธุ สาธุ สาธุ
ยกขึ้นมา
28/11/2554 (7:01 am)

  ความคิดเห็นที่ 38
 A Brief History of the Sakya Monlam

ประวัติย่อของพิธีMonlam


บก.บอกกล่าว
27/11/2554 (11:14 pm)

  ความคิดเห็นที่ 37
 
ยกมา
27/11/2554 (10:44 pm)

  ความคิดเห็นที่ 36
 



ขอเชิญร่วมพิธีมหามงคลสืบชะตาแผ่นดิน เนื่องในงาน ๗๕๐ ปีจังหวัดเชียงราย

ณ ตำแหน่งจอมขวัญของแผ่นดิน องค์พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน

วัดเวียงคำกาขาว บ้านเทอดไทย ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

ระหว่างวันที่ ๒๕-๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

โดยได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย



อารยัน
21/08/2554 (11:02 pm)

  ความคิดเห็นที่ 35
 

เชียงฮาย
15/08/2554 (3:24 pm)

  ความคิดเห็นที่ 34
 วัดห้วยปลากั้ง ตั้งอยู่ที่ ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย
แรกเริ่มเดิมที่เมื่อปี พ.ศ. 2548 พระอาจารย์ พบโชค ติสสวังโส ได้เดินทางมาถึงบริเวณนี้
ซึ่งบริเวณนี้ยังไม่มีวัดแบบปัจจุบัน แต่เนื่องจากพระอาจารย์พบโชค มีความรู้เรื่องโหราศาสตร์
ในการทำนายทายทัก ซึ่งปรากฏว่าผู้คนที่มาดูดวง
ส่วนใหญ่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตน
ตามความเชื่อส่วนบุคคล และได้ประสบผลสำเร็จในชีวิต
ทำให้พระอาจารย์พบโชคเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งภาคเหนือและทั่วประเทศในที่สุด


พระอาจารย์เล่าว่าหลายปีก่อนได้มีนักธุรกิจชาวไต้หวัน
ชื่อเหลาปัง ได้มาดูดวง และพระอาจารย์ก็ได้ทำนายไปตามฐานดวงของคนคนนั้น
ซึ่งต่อมานักธุรกิจผู้นี้ได้ทำบุญร่วมในการสร้างพบโชคธรรมเจดีย์หลายล้านบาท(ท่าทางจะดูแม่นมาก)
ดูคลิปวีดีโอด้านล่างของพระอาจารย์พบโชคตอนที่เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังครับ
http://www.oknation.net/blog/hotsia/2010/09/08/entry-1

.............................
//-คณะตัวแทนศิษย์ สำนักโพธิสถานมงคลธัญ
รับบัญชา จากนายแม่ มาสวดมนต์ อนุโมทนา
ให้ มหาเจดีย์ และ งานพระโพธิสัตว์กวนอินที่ สลักจากไม้หอม
รับปรมัตถ์ ที่นี่
-ดช.ปู่ลิง ตามเก็บภาพ มหามงคล ไว้ให้ครับ
หลังจาก พบโชค มาข้ามสะพานรับโชค
พวกเราก็อิ่มท้อง อิ่มใจ ที่ร้านอาหารหอนาฬิกา เชียงราย
และเดินทางธุดงค์ สอยกลัปพฤกษ์ รายทาง ถึงสำนักที่ทรงวาด
14ชั่วโมงพอดี จากพระทรงชัยถึง ริมฝั่งเจ้าพระยา อิๆ
""""""""""""""""""""""""""


""""""""""""""""""""""""

//-มังกรทอง.............ผงาด ผาดโผน
ทะยานโจน...............เฝ้า ธรรมมิกราช เจดีย์ เป็นศรี
มหามาดร กวนอิม หอมหมึ่นลี้..ปรากฎเหนือ ปฐพี
เป็นสัญญาณชี้.............ยุคพระศรีฯ ทอแสงทอง ส่องแล้ว เหนือสุวรรณภูมิฯ
//-ปริศนาว่า............."พบโชค"
ชื่อมงคล เป็นศรีนี้..........คือ"หมื่นลี้ กวนอิมหอม"
หอมกลิ่นศีล ย่อมทวนลม......แม้นอยู่ในป่าดงดอน
เพื่อนำผู้คน เดินตามคัลลอง.....อริยะธรรมเอยฯ

....................
สาธุ ที่พวกเรา ช่วยกันสวด "หัวใจพระยูไล"
ตามบัญชา นายแม่ ด้วยกุศลจิต
ทำให้ สิ่งที่เป็นศรี"ผุดขึ้น" ในโลก เป็น"สัมฤทธิ์ คือสำเร็จเป็นอัศจรรย์"
อีกแห่งหนึ่ง ในสยามถิ่น แผ่นดินสุวรรณภูมิ
เพื่อเติมเต็ม เส้นทาง ชาวอริยะ พระศรี ผู้เมตตาต่อสามภพ
ได้ มาทำให้รุ่งอรุณแห่งยุค ที่โลกธรรม เติบโตคู่ขนานร่วมกัน
ไม่เนิ่นช้าเอยฯ
สาธุ สาธุ สาธุ







  ความคิดเห็นที่ 33
 พระอาจารย์พบโชคแจ้งข่าวมาว่า

กวนอิมหอมหมื่นลี้ ที่แกะด้วยไม้จันทร์หอมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ท่านจะจัดเฉลิมฉลองเจดีย์ 12 นักษัตร ก่อน
ส่วนการเฉลิมฉลองกวนอิมหอมหมื่นลี้จะจัดเดือนมกราคม 2555 ตลอดทั้งเดือน
เรียนเชิญทุกท่านร่วมงาน 750 ปีเชียงราย

ที่วัดห้วยปลากั้ง ตั้งอยู่ที่ ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย ด้วย



  ความคิดเห็นที่ 32
 "ปฏิทินท่องเที่ยว เชียงราย"

1. งานเปิดฤดูท่องเที่ยวเชียงราย
.....13 พฤศจิกายน 2553
2. งานวัฒนธรรมชาวดอย “ดอกบัวตองบานที่บ้านหัวแม่คำ”
..... 13 พฤศจิกายน 2553
3. การแสดงประกอบแสงและเสียง “อาข่าคนภูเขา”
.....ทุกเสาร์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ธ.ค. 53 และ ม.ค.-มี.ค. 54
4. งานจุลกฐิน วัดพระธาตุผาเงา อ.เชียงแสน
.....20-21 พฤศจิกายน 2553
5. งานถนนคนเดินนครเชียงราย “กาดเจียงฮายรำลึก”
..... ทุกวันเสาร์
6. งานประเพณีลอยกระทงเชียงแสน
.....21-22 พฤศจิกายน 2553
7. งานประเพณีลอยกระทงเชียงราย
.....21-22 พฤศจิกายน 2553
8. งานเทศกาลโคมลอยวันยี่เป็ง อำเภอเชียงของ
.....21 พฤศจิกายน 2553
9. งานจักรยานเสือภูเขาท่องเที่ยวนานาชาติ ปี 2553
..... 4 -16 ธันวาคม 2553
10. งานมหกรรมอาหารเชียงราย ครั้งที่ 18
..... 13 – 19 ธันวาคม 2553
11. เทศกาลประเพณีปีใหม่ลูกข่างชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า
.....20 ธันวาคม 2553 ถึง 5 มกราคม 2554
12. งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 7
..... 25 ธันวาคม 2553 ถึง 3 มกราคม 2554
13. งานชิมชา ซากุระบาน นานาชาติชนเผ่า ดอยแม่สลอง
.....28 ธันวาคม 2553 ถึง 2 มกราคม 2554
14. งานชิมชาวาวี ชิมกาแฟสดรสดี ดอยช้าง งานเสริมสร้างวัฒนธรรมประเพณีชนเผ่า ตำบลวารี
..... ปลายเดือน ธันวาคม ถึง ต้นเดือนมกราคม
15. งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จังหวัดเชียงราย
.....31 ธันวาคม 2553
16. งานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จังหวัดเชียงแสน
.....31 ธันวาคม 2553
17. งานประเพณีอัญเชิญพระพุทธรูปแวดเวียงเจียงฮาย
.....31 ธันวาคม 2553
18. งานท่องเที่ยวดอยผาตั้ง ชมทะเลหมอก ดอกไม้บาน สืบสานวัฒนธรรมชนเผ่า
.....ปลายเดือน ธันวาคม 2553 ต้นมกราคม 2554
19. งานขอบคุณพืชพันธุ์ธัญญาหารและสายน้ำครั้งที่ 1
..... 7-15 มกราคม 2554
20. งานวัฒนธรรมสัมพันธ์ลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 16
..... 15-22 มกราคม 2544
21. “งานย้อนรอยประวัติศาสตร์ ร.7 เสด็จถ้ำพระ” ประจำปี 2554
..... 18 มกราคม 2554
22. งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชประจำปี 2554
..... 26 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2554
23. งานดอกไม้บาน วันหวานสตอเบรี่ ของดีตำบลโป่งผา
.....มกราคม 2554
24. งานเทศกาลดอกเสี้ยวบานบน ภูชี้ฟ้า
.....13-15 กุมภาพันธ์ 2554
25. งานจาวดอยสัมพันธ์ มหัศจรรย์หุบเขาแห่งความรัก
..... 14 กุมภาพันธ์ 2554
26. พิธีบวงสรวงพระเจ้าพรหมมหาราช
.....23-24 กุมภาพันธ์ 2554
27. งานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุเจ้าดอยตุง
.....18-19 มีนาคม 2554
28. งานแข่งขันแม่น้ำโขงไตรกรีฑาและทวิกีฬาชิงแชมป์นานาชาติ ครั้งที่ 14
.....25-27 มีนาคม 2554
29. งานประเพณีสงกรานต์ จ.เชียงราย ประจำปี 2554
.....13-15 เมษายน 2554
30. ประเพณีสงกรานต์เมือง เชียงแสน
.....16-18 เมษายน 2554
31. งานประเพณีสงกรานต์แม่สาย ประจำปี 2554
.....13 เมษายน 2554
32. งานประเพณีสงกรานต์อภิบาลปลาบึก อ.เชียงของ ประจำปี 2554
.....13-18 เมษายน 2554
33. งานดอกกาแฟบานงานศิลป์
.....25 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2554

  ความคิดเห็นที่ 31
 
ยกขึ้นมา
07/08/2554 (6:06 pm)

  ความคิดเห็นที่ 30
 //-แมงสี่หู ห้าตา ปรากฎในตำนาน พระธาตุเขาควาย
ที่บรรจุ พระธาตุกระดูกนิ้วก้อยซ้าย พุทธเจ้า
//-ปริศนาธรรม คือ เจ้านี้"กินถ่านไฟ แล้วถ่ายออกมาเป็นทองคำ"
ดังนั้น สิ่งที่เป็นความเลวร้าย กลับร้ายเป็นดี ถ้าเรามี
วิสัยทัศน์วัตร์ปฏิบัติในธรรมะ นี้
//-ห้าตา
มนุษย์มี ตาปัญญาห้า
-พุทธจักขู..................มองโลกด้วยสติปัญญาเคารพธรรม
-ธรรมจักขุ.................มองให้เข้าใจ ธรรมชาติ มิติต่างๆ ตามจริง
-สมันตะจักขุ...............มีความรู้รอบตัว ทุกสาขา ศาสตร์ ศิลป์
-ญาณจักขุ..................มีความรู้ที่ตกผลึก ชีวิต จากการทำสมาธิ จิตเยือกเย็นมั่นคง
-ทิพย์จักขุ..................มีความเข้าใจ ในเรื่องละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง เป็นอัศจรรย์
มนุษย์มีสี่หู
-แตกฉานโลก
-แตกฉานธรรมะ
-แตกฉานภาษา
-มีปฏิภาณ ไหวพริบ แก้ปัญหาได้ฉับพลัน ได้ดี
ใครมีอาวุธ ทางจิต ปัญญา ประมาณนี้
เรื่องร้าย กลายเป็นให้สิ่งดีๆ แก่ชีวิต
เช่น กินถ่านไฟ กลายเป็นทองคำ ได้จริงๆ
อย่าเชื่อ ต้องลองดูเอาเอง อิๆ บาย

  ความคิดเห็นที่ 29
 กราบเรียนพระอาจารย์

งาน 750 ปี เชียงราย

His Eminence Trizin Tsering Rinpoche จาก Bhutan

จะมาประกอบพิธีมึนลัม วันพุธที่ 25 มกราคม 2555

สวดมนต์ปัจจุบันกาลหนึ่งพันพระนามพระพุทธเจ้า
เสริมสิริมงคลเทศกาลตรุษจีน
มีการจุดเทียน 1000 ถ้วย และ Smoke Puja ด้วย

พิธีสวดมนต์ (Mönlam: มึนลัม)



พิธีมึนลัมเป็นพิธีสักการะพระพุทธเจ้า ที่ทรงเอาชนะพญามาร
ซึ่งยกกองทัพมาก่อกวนพระองค์ในระหว่างการทำสมาธิเพื่อการตรัสรู้

การประกอบพิธีมึนลัมโดยทั่วไปจะเป็นการถวายพิธีบูชาและสวดมนต์
และในระหว่างพิธีมึนลัมมีการถวายเทียนไขบูชา 100,000 ดวงในธิเบต
ในขณะที่ตามทางที่มาวัดก็มีการจุดไฟเป็นระยะตลอดทาง
ซึ่งในพิธีมึนลัมนี้ จะเป็นผู้จัดการพิธีมึนลัมทั้งหมด
และตลอดการจัดพิธีจะมีการเสิร์ฟน้ำชา ๓ รอบแก่นักบวชที่เข้าร่วมในพิธี

ส่งข่าว
06/08/2554 (11:32 pm)

  ความคิดเห็นที่ 28
 
ยกขึ้นมา
05/08/2554 (9:08 am)

  ความคิดเห็นที่ 27
 //-เชียงรุ่ง สิบสองปันนา
มีชื่อว่า "เมือง เก้าจอม สิบสองเชียง"
มีพระธาตุสำคัญ เป็นหลักชัย 9แห่ง เมืองสำคัญ 12เมือง
พระธาตุ ที่สำคัญ อันดับหนึ่งคือ "พระธาตุจอมหมอก"(จอมกระหม่อม จอมขวัญ)

พระบรมธาตุ แคว้นสิบสองปันนา
๑. พระธาตุบ้านกาดทราย บ.กาดทราย เมืองงาด
๒. พระธาตุบ้านผายน้อย บ.ผายน้อย เมืองงาด
๓. พระธาตุบ้านโปน บ.โปน เมืองงาด
๔. พระธาตุช้างคร่อม บ.ใหม่ เมืองงาด
๕. พระธาตุทันใจ บ.ปวก เมืองงาด
๖. พระธาตุกู่คำ ( ดอยปูคำ ) บ. ฝาง เมืองสูง
๗. พระธาตุสามนคร บ.ผาย เมืองฮาย
๘. พระธาตุบ้านผาย บ.ผาย เมืองฮาย
๙. พระธาตุกลางน้ำ ( หินฟู ) บ. ผาย เมืองฮาย เชียงรุ่ง
๑๐. พระธาตุบ้านหลุย บ.หลุย เมืองฮาย
๑๑. พระธาตุเชียงเงิน เมืองหุน ( พระเกศาธาตุ )
๑๒. วัดพระธาตุใจเมือง บ.เชียง เมืองหุน ( พระเกศาธาตุ )
๑๓. พระธาตุจอมสิงห์ เมืองหุน ( พระเกศาธาตุ )
๑๔. พระธาตุเต่าคำ เมืองต้าล่อ ( เมืองล้อ )
๑๕. พระธาตุใจเมือง ( วัดเชียง ) บ. เชียง เมืองปาน ( พระเกศาธาตุ ๓ เส้น )
๑๖. พระธาตุจอมปาน เมืองปาน ( พระเกศาธาตุ )
๑๗. วัดพระเชตวัน ( วัดป่าเจ ) เมืองเชียงรุ่ง ( สถานที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งฉันภัตตาหาร )
๑๘. วัดพระธาตุศรีใจเมือง ( พระธาตุจางใจ ) บ. จางใจ - กาดทราย เมืองเชียงรุ่ง
๑๙. พระธาตุปางเยอ บ.เขม เมืองเชียงรุ่ง ( พระเกศาธาตุพระพุทธเจ้า ๔ พระ องค์ )
๒๐. พระธาตุจอมทอง ( เขาโลหกูฏ ) เมืองเก่าเชียงรุ่ง
๒๑. พระธาตุจอมหมอก ( อังคาฬเจดีย์ ) เมืองเชียงรุ่ง ใกล้พระธาตุจอมทอง ( พระบรมธาตุมันสมอง )
๒๒. พระธาตุอินแสลง ( อินทร์แปลง ) บ. เชียงตาย เมืองเชียงรุ่ง
๒๓. พระธาตุจอมแก บ้านแก เมืองเชียงรุ่ง
๒๔. พระธาตุปู่หลาน บ.กาดหลวง เมืองลวงกลาง ( พระเกศาธาตุ )
๒๕. พระธาตุม่อนน้อยจอมจุก บ.กาด เมืองลวงเหนือ
๒๖. พระธาตุจอมไกล บ.ไกล เมืองลวงใต้ ( พระเกศาธาตุ )
๒๗. วัดพระธาตุใจเมือง บ.ผาย เมืองออง
๒๘. พระธาตุกู่คำ ( ดอยปูคำ ) บ. ฝาง เมืองสูง
http://www.palapanyo.com/files/saksit/twelve.html

..........................................................................................
//-พญามังราย ยกทัพ ไปช่วยป้องกัน เชียงรุ่ง นครพระราชมารดา สองครั้ง จากราชวงค์หยวน(มงโกล)
และได้ สร้าง พระเจดีย์ บรรจุพระธาตุไว้
1.จอมทอง(จอมหทัย)
2.จอมหมอก(จอมกระหม่อม จอมขวัญ)
เป็นเสาหลัก เชื่อมโยง"ชี่" ของจักรวาล มายัง อณาจักรล้านนา
ช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เมื่อ 60ปี จีนได้รื้อ พระธาตุจอมหมอก
ต่อมา ยุค ส่งเสรีมการท่องเที่ยว ได้สร้างใหม่
แต่เล็ก เอียง ไม่ได้ขนาด เพราะสัดส่วนเจดีย์ ตรงตามพระคาถาสำคัญ
//-พระอาจารย์ไชย์วัตน์ นำสานุศิษย์ ไปแก้ไข
"กลับร้ายเป็นดี" ตามบัญชาสวรรค์ผ่านนายแม่
วันนี้ เมื่อ"ชี่"ของโลกเปลี่ยน จากเหนือ มาใต้
หลักนี้ ก็เป็นจุดโยงยืด อย่างมั่นคง ให้
ศาสนา อณาจักร ธรรมมิกราช ประชาราษฎร์
เป็นฐาน กำเนิดยุค พระศรีอริยเมตไตย
สวรรค์บนดิน
สาธุ ใน สายตาอันไกล ของนายแม่
ผู้ซ่อม สร้าง ปราบ โปรด ในยุค "ถิ่นกาขาว ชาววิไล"
http://212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=1558

โดย : ฟ้าบ่กั้น คนทำดี-2 ปู่ลิง

750ปีเชียงราย<>a/>

  ความคิดเห็นที่ 26
 //-ทวดของปู่ เคยเล่าว่า อาณาจักรล้านนา ที่พญาเม็งราย(มังราย)
พ่อขุนราม พญางำเมือง ร่วมตั้ง พิงค์นคร ที่วางฤกษ์ไว้ จะคงอยู่ 1100ปี
จะอยู่ได้ เพียง700ปี เนื่องจาก มนุษย์ลิขิต ของสาม ผู้นำ
พ่อขุนราม มิอาจต้านทาน กลิ่นกายอัปสร ของชายาพญางำเมือง
จนกลายเป็นนิยายรักสามเส้า
พ่อขุนงำเมือง เป็นราชโอรสของพ่อขุนมิ่งเมือง
ประสูติ เมื่อปี พ.ศ. 1781 (จ.ศ. 600) เดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ เมื่อพระชนมายุได้ 14 พรรษา
ได้ไปศึกษาเล่าเรียน ศึกษาศาสตร์เพท ในสำนักอิสติน อยู่ภูเขาดอยด้วน
เรียนอยู่ 2 ปี ครั้นพระชนมายุได้ 16 พรรษา
ได้ไปศึกษาศิลปศาสตร์ ในสำนักสุกทันตฤกษ์ กรุงละโว้ (ลพบุรี)
เป็นศิษย์ร่วม สำนักเดียวกับ พ่อขุนรามคำแหง พระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย
จึงสนิทสนมร่วมผูกไมตรี เป็นพระสหายตั้งแต่นั้นมา

ปี พ.ศ. 1801 (จ.ศ. 620) พ่อขุนมิ่งเมืองสิ้นพระชนม์
จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแทน พ่อขุนงำเมือง เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีอิทธิฤทธิ์มาก
เมื่อพระองค์เสด็จ ไปทางไหน "แดดก้บ่อฮ้อน ฝนก็บ่ฮำ จักให้บดก็บด จักให้แดดก็แดด"
จึงได้รับ พระนามว่า "งำเมือง"
นอกจากนั้น พระองค์มีพระทัยหนักแน่นในศิลธรรม
มีพระราชศรัทธา เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ไม่ชอบทำสงคราม
ทรงดำเนินพระราโชบาย การปกครองบ้านเมือง ด้วยความเที่ยงธรรม
พยายาม ผูกไมตรีจิตต่อเจ้าประเทศราชที่มีอำนาจเหนือคน
เพื่อหลีกเลี่ยงภัยสงครามแม้กระนั้น
ก็ยังถูกพ่อขุนเม็งรายยกกองทัพมาตี เมื่อปี พ.ศ. 1805
แต่ในที่สุดพ่อขุนงำเมือง ก็ยอมยกเมืองปลายแดน
คือ เมืองพาน เมืองเชียงเคี่ยน เมืองเทิง เมืองเชียงของ ให้แก่พ่อขุนเม็งราย
ด้วยหวังผูกไมตรีต่อกันและคิดว่าภายภาคหน้าจะขอคืน

พ่อขุนงำเมือง ทรงเป็นกษัตริย์ ที่ทรงทศพิธราชธรรมและมีเมตตาเป็นที่ประจักษ์
ดังเช่น เหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์กล่าวถึง
พ่อขุนรามคำแหง พระสหาย ได้เสด็จไปมาหาสู่กัน เสมอมิได้ขาด
จนเส้นทางที่เสด็จผ่านเป็นร่องลึกเรียกว่า แม่ร่องช้าง ในปัจจุบัน
พระร่วงเจ้าเสด็จมาเมืองพะเยา ทรงเห็นพระนางอั้วเชียงแสน พระชายา พ่อขุนงำเมือง
มีรูปโฉมอันงามยิ่ง ก็บังเกิดปฏิพัทธิ์รักใคร่ และพระนาง ก็มีจิตปฏิพัทธ์เช่นกัน
จึงได้ลักลอบปลอมแปลงพระองค์คล้ายกับพ่อขุนงำเมือง เข้าสู่ห้องบรรทมพระนางอั้วเชียงแสน
พ่อขุนงำเมืองทราบเหตุ และสั่งให้อำมาตย์ ไพร่พล ทหารตามจับพระร่วงเจ้า
นำไปขังได้และมีราชสาส์นเชิญพ่อขุนเม็งราย ผู้เป็นสหายมาพิจารณา
เหตุการณ์ พ่อขุนเม็งรายทรงไกล่เกลี่ย ให้ทั้งสองพระองค เป็นมิตรไมตรีต่อกันดังเดิม
โดยขอให้พระร่วงเจ้าขอขมาโทษ พ่อขุนงำเมือง
ด้วยเบี้ยเก้าลุนทอง คือ เก้าแสนเก้าหมื่นเบี้ย
เพื่อกำชับพระราชไมตรีต่อกันยิ่งกว่าเก่า กษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์
ได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำขนภู แม่น้ำแห่งนี้จึงเรียกชื่อภายหลังว่า "แม่น้ำอิง"

หลังจากนั้น เมื่อพ่อขุนเม็งรายทรงสร้างเมืองเชียงใหม่
ได้เชิญพ่อขุนงำเมือง และพระร่วงเจ้า ร่วมพิจารณาสร้างเมือง
เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว พ่อขุนงำเมือง เสด็จกลับ
โดยพ่อขุนเม็งรายทรงมอบผอบมณีรัตนะ อันเป็นสมบัติต้นวงศ์ แห่งลาวลังกราช
และทรงเวนคืนเมืองพาน เมืองเชียงเคี่ยน เมืองเทิงให้และพระราชทานกุลสตรีให้อีกนางหนึ่ง
ฝ่ายพระนางอั้วเชียงแสน ทรงทราบว่า พระราชสวามี มีพระชายาใหม่
ก็มีพระทัยโทมนัสยิ่ง รับสั่งให้เสนาอำมาตย์ จัดแจงม้าพระที่นั่ง เสด็จออกติดตามพระสวามี
หมายจักประหารพระชายาใหม่ ให้สิ้นพระชนม์
แต่พระนางก็สิ้นพระชนม์เสียกลางทาง ด้วยเหตุพระทัยแตก
พ่อขุนงำเมืองทรงทราบด้วยความสลดพระทัยยิ่ง
จัดพระราชทานเพลิงศพ พระนางอั้วเชียงแสนตามประเพณี
ต่อมาได้มอบราชกิจต่างๆ ในการปกครองบ้านเมืองให้พญาคำแดงราชบุตร
แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อนที่เมืองงาว ปี พ.ศ. 1841 พ่อขุนงำเมืองก็สิ้นพระชนม์
รวมพระชนม์มายุได้ 60 พรรษา


[แก้] อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง
อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองภูกามยาว (พะเยา)
ประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณะ เทศบาลหน้ากว๊านพะเยา เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2524
เสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2527
พ่อขุนงำเมืองทรงเป็นพระสหายร่วมน้ำสาบาน กับ พ่อขุนเม็งรายอดีต กษัตริย์เมืองเชียงราย
และพระร่วงเจ้า แห่งกรุงสุโขทัย
ซึ่งทั้งสามกษัตริย์ได้ทรงกระทำสัตย์ต่อกัน ณ บริเวณแม่น้ำอิง ซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณกว๊านพะเยา
(วิกิพีเดีย)
//-พญาเม็งราย เองก็ผิดสัจจะ กับพระแม่เจ้า มีชายา เป็นธิดาเจ้านครพม่า
อาเภพที่เกิด สามสหาย จึงต้องกลับมาหา อาจารย์ผู้เป็นฤาษี สำนักดอยด้วย
ทางแก้คือ ให้สามมหาราชะ ส่งผู้มีจิตเด็ดเดี่ยว มาบวชในพรตวิถี เป็นฤาษี 28ตน
เพื่อร่ำเรียนวิชา อาคมขลัง ตั้งจิต ไปเกิดใหม่ เพื่อ ต่ออายุขัย ดวงอาณาจักร ไปอีก700ปี
//-ช่วงที่ปู่ลิง เป็นสัมภเวสีในแดนภาระตะ ก็พยายามขบปริศนา 28วิชา ที่ฤาษี แต่ละองค์ รำเรียน
จนกระทั้งวันหนึ่ง ฤาษี ผู้มีเมตตา ได้เล่าถึง 28วิชา ที่อภิมนุษย์ ได้รับถ่ายทอดมาจาก
7ฤาษี 7เทพศิลป์ 7เทพศาสตร์ 7ภูมิทักษา
7ฤาษี หรึอวิชาโยคีคือ วิชาที่มาจาก
-พระศิวะมหาเทพฯ ผู้เป็นเจ้าของกฎ
ผู้ร่ายรำจนเกิดการแปรเปลี่ยนของจักรวาล ตามจังหวะบรรเลงกลองของ นนทิเทพ
-พระแม่สุรัสวดี ผู้ให้กำเนิดวิชาอักษรศาสตร์ และสรรพวิชา
-พระพิฆเณศ เจ้าของสติปัญญา เฝ้าประตูสวรรค์
-พระ พฤหัส อาจารย์ของเทวดา ผู้เปล่งศักย์ภาพแห่งชีวิต
-พระศุกร์ อาจารย์ของอสูร ผู้รักษาโลกียะทรัพย์
-ฤาษีนารท ผู้เป็นพรหมฤษี ส่งสาร และเป็นนายของอัปสร
-พระสมณะโคดม พระพุทธเจ้า ผู้บอกทาง
วิธีปลด จิตวิญญานพ้น ทุกอุปทานทุกข์ ล้าง สถาปนาจิตใหม่
7เทพศิลป์
-คีตะ ดนตรี
-นาฎะ ร่ายรำ ระบำ
-วิจิตร วาด เขียน
-วิศวะ ก่อสร้าง
-ธนุ วิชาการต่อสู้ป้องกันตัว
-อายุ แพทย์ อายุวัฒนะ
-ยันต์ การเข้าถึงแก่นแท้ ของศิลป์
7เทพ ศาสตร์
-ชีวะ ความรู้และรักษาชีวิต ให้อยู่รอดปลอดภัย
-อรรถะ วิชาแสวงหาผลประโยชน์และทรัพย์ แบบมีคุณธรรม
-กามะ วิชา แสวงหา เสพหรรษาธรรม
-ทิฎฐิ ปรัชญา แสวงหาความจริง และปฏิบัติ เพื่อเป็นวิถีดำรงชีวิต ตามความเชื่อ
-มายะ ความรอบรู้เรื่อง ธรรมชาติ ทั้งหมด
-โมกษะ เป้าหมายคือ มุ่งสู่ประโยชน์แท้ ของการเกิดมา เป็นมนุษย์
-ทำอาสวะให้สิ้น ล้าง จิต ให้พ้นจากขยะชีวิต จนพบชีวาแท้
7ภูมิทักษา
-ภูมิอบาย
-ภูมิ มนุษย์
-ภูมิเทวดา
-ภูมิพรหม
-ภูมิอริยะ
-ภูมิพระแม่ธรณี
-ภูมิดาราจักร
//-ปู่ก็เชื่อว่า ใครเรียน ลึกซึ้ง ทำได้ ชีวิตคงรักษ์ชีวา รู้คุณค่าชีวิต
ดังคำขวัญ ของ"ชมรมรักษ์ชีวา" ที่อ.สิวลี ฝากเสื้อ มาให้ปู่ลิง เป็นแน่แท้ อิๆ


http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=1294

โดย : 28 วิชามนุษย์ศาสตร์ เหนือโลก ปู่ลิง

//-วันนี้ฤๅษี ทั้ง 28ตน คงเกิดมาทำหน้าที่
สืบพระศาสนา อณาจักร ธรรมมิกราช ประชาราษฎร์
ให้ยั่งยืน สู่ยุค สวรรค์บนดิน พระศรีอริยะเมตไตยแน่แท้
สาธุ สาธุ สาธุ

  ความคิดเห็นที่ 25
 พระเจ้าพรหมมหาราช หรือ พระเจ้าพรหมกุมาร
เป็นราชบุตรของพระเจ้าพังคราช ครองเมืองโยนกชัยบุรี (โยนกชัยบุรีราชธานีศรีช้างแสน)
ราวปีพ.ศ. 1480 ถึง พ.ศ. 1541
ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการรบ
สามารถตีเอาเมืองโยนกชัยบุรี คืนได้จาก พญากลอมดำ เมืองอุโมงคเสลา
ซึ่งยกทัพมาชิงเมืองในสมัยพระบิดา (พระเจ้าพังคราช)
เมื่อตีเอาเมืองคืนได้ ยังทรงยกทัพไล่ต้อนทัพพญากลอมดำ
ลงมาถึงใกล้เขตแดนลวรัฐ (เขตเมืองกำแพงเพชรปัจจุบัน)
ก็ทรงเลิกทัพกลับไป และทรงคืนโยนกชัยบุรีให้พระบิดา
ส่วนพระองค์ ขยับลงมาสร้างเมืองทางตอนใต้ไม่ห่างกันมาก
และตั้งชื่อว่าชัยปราการ และทรงครองที่เมืองนี้จนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 1541
(วิกิพีเดีย)
//-ตามตำนาน ที่พระภิกษู เชียงใหม่ ในยุค พระเจ้าติโลกราช
http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=12126.0

ได้มีพระสงฆ์ ที่มีความรู้ ได้ออกเดินทาง ไปยังแว่นแค้นต่างๆ ในพระราชอำนาจ
และบันทึก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาถวาย
การเขียน จะเขียน ตามแบบ"ลังกานิยม"
จึงมีการอ้างถึง พุทธกาล
พุทธทำนาย
และสิทธิอันชอบธรรม
กฤษดาภินิหารย์
ที่ได้มาปกครองแผ่นดินนั้นๆ
ของบูรพมหากษัตริย์
//-ตำนาน กล่าวถง สามเณรน้อย ไปบิณฑบาตร ในเขตเชียงแสน
ซึ่งยุคนั้น ขอม ได้ยึดอำนาจ และเนรเทศ เจ้าครองนคร ไปอยู่ณ"เวียงพางคำ"
เจ้านครขอม ออกคำสั่ง"ห้ามเอาข้าวในแผ่นดิน ถวายพระสงฆ์"
ขอม นับถือฮินดู
เณรน้อย จึง มาถึงพระธาตุดอยกู่แก้ว (อยู่ในเขต จันจว้า แม่จัน)
ได้ อธิฐานจิต ว่า "เกิดชาติหน้า"
" ขอมาปลดแอก ให้แผ่นดิน ประชาราษฎร์ และพระศาสนา"
และเข้าสมาธิ อดอาหาร จนตาย ต่อหน้าพระธาตุดอยกู่แก้ว
ได้มาจุติ เป็นพระเจ้าพรหมมหาราช ได้ ช้าง ธนูคู่บารมี และขับไล่ขอม
ฟื้นพระพุทธศาสนา ได้ในที่สุด
//-แต่การที่ขับไล่ขอม ได้สัญญาอับพระอินทร์ว่า
"ไม่เอาชีวิต"
เมื่อขอมอพยกหนี มาถึง
ทุ่งสันทรายหลวง
เป็นดงป่าแขม ป่าอ้อแห้งอยู่
ได้ยิงธนูเพลิง ทำให้เกิดไฟครอก ไพร่พลขอม ล้มตาย เป็นจำนวนมาก
และยังตามตี ต่อเนื่อง จนถึง"กำแพงเพชร"
พระอินทร์จึงมาสร้างกำแพงเพชร ขวางไว้
แบ่งดินแดนกันปกครอง
เป็นการเรี่มต้น อณาจักรฝ่ายเหนือ และ เป็นล้านนา ในยุคพญามังราย
//-ด้วยกรรม ที่ทำลายชีวิต ด้วยไฟ จากธนูเพลิง
จึงต้องรับวิบากกรรมนั้น เป็นแผลพุพอง จนสิ้นพระชนม์
............................................


เชียงแสนวันนี้


  ความคิดเห็นที่ 24
 //-ไหว้สา พญามังราย
http://www.212cafe.com/boardvip/view.php?user=cm99&id=1939


พญามังรายเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าลาวเม็ง
แห่งราชวงศ์ลวจังกราชผู้ครองหิรัญนครเงินยาง (อ.เชียงแสนปัจจุบัน)
กับพระนางอั้วมิ่งจอมเมือง พระราชธิดาของท้าวรุ่งแก่นชายเจ้าเมืองเชียงรุ่ง
ท้าวรุ่งแก่นชายทรงตั้งพระนามพระธิดาใหม่ว่าพระนางเทพคำข่ายหรือเทพคำขยาย
เพื่อเป็นมงคลนาม
พญามังรายเป็นเชื้อสาย ของพระเจ้าลวจังกราชปกครองชนเผ่าไทยยวน
ซึ่งมีอาณาจักร ของตนเรียกอาณาจักรหิรัญนครเงินยาง
ได้สร้างเมืองหิรัญนครเงินยางเป็นเมืองหลวงขึ้นทีริมฝั่งแม่น้ำโขงเมื่อประมาณ พ.ศ. 1182
พญามังรายประสูติวันอาทิตย์ แรม 9 ค่ำ เดือน 3 ปีจอ สัมฤทธิ์ศกจุลศักราช 600 (พ.ศ. 1781) เวลาย่ำรุ่ง
พญามังรายมีโอรส 3 องค์ ได้แก่
เจ้าขุนเครื่อง เจ้าขุนคราม (ไชยสงคราม)
และเจ้าขุนเครือ
พญามังรายเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1860 รวมพระชนมายุ 79 ชันษา

เจ้าชายมังราย (พญามังราย) ทรงรับการศึกษาที่สำนักอิสิฤๅษี
ร่วมกันกับเจ้าชายงำเมือง (พ่อขุนงำเมือง)
และเจ้าชายราม (พ่อขุนรามคำแหง)
แล้วได้รำเรียนวิชาจบแล้วก็ย้ายไปสุกทันตฤๅษี
ก็ยังพบสหายอยู่เมื่อเรียนวิชาสำเร็จเจ้าชายทั้งสามเห็นว่าต้องแยกจากกัน
จึงดื่มน้ำสาบานว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป
แล้วได้พูดว่า หากใครบ่ซื่อคิดคดขอให้ตายในสามวัน
อย่าให้ทันในสามเดือนอย่าให้เคลื่อนในสามปี
จากนั้นเจ้าชายทั้งสามก็กลับบ้านเมืองของตนไป

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 20 พรรษาพญาลาวเม็งก็เสด็จสวรรคต
พญามังรายจึงเสวยราชสมบัติแทน
ต่อมาพระองค์ได้ไปตีเมืองหริภุญชัยแล้วได้ชัยชนะ
จึงสร้างเมืองใหม่ขึ้น
มาแล้วเชิญสหายรักของท่านมาร่วมหาทำเลที่จะสร้างเมืองใหม่
แล้วในที่สุดพ่อเมืองทั้งสามก็หาทำเลได้แล้วตั้งชื่อว่า

[แก้] นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่
(วิกิพีเดีย)


  ความคิดเห็นที่ 23
 ประวัติเมืองเชียงราย

จากการศึกษาด้านตำนานพื้นเมืองต่าง ๆ นักวิชาการท้องถิ่นของเชียงรายกล่าวว่าเรื่องราวเกี่ยวด้วยเรื่องการตั้งอาณาจักรต่าง ๆ ที่เป็นดินแดนของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบันนั้นได้ปรากฏในพงศาวดารเหนือ เป็นหนังสือคัมภีร์ใบลาน ตัวหนังสืออักษรธรรมล้านนา ตำนานเมืองโยนกนครไชยบุรีศรีช้างแสน บางแห่งเรียกว่า ตำนานโยนกนครราชธานี ไชยบุรีศรีช้างแสง เช่น ตำนานสิงหนวัติ เป็นต้น แต่ละเล่มเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองโยนกทั้งสิ้น จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าพงสาวดารโยนก อีกประการหนึ่งจะเกี่ยวพันกับอาณาจักรโบราณต่าง ๆ อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน
ตามแนวความคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยในหลายความคิด ได้มีความเชื่อว่า ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยนั้นน่าจะอยู่ทางประเทศจีนมาก่อน ในยุคที่ชนชาติไทยเรากำลังหนีจีนมาตั้งนครหลวงอยู่ที่แคว้นเมาและหนองแสนั้น ถิ่นที่เป็นที่ตั้งของจังหวัดเชียงรายนี้เป็นที่อยู่ของชาวป่าชาวเขาพวกหนึ่งเรียกว่า “ลัวะ” (หรือลังวะ หรือละว้า) และชาวป่าพวกอื่นอาศัยอยู่

ครั้งนั้น ราว พ.ศ. 50 ไทยเผ่าหนึ่งเรียกว่า อ้ายลาว ตั้งอาณาจักรอยู่ที่นครปา ถูกจีนรุกรานหนักเข้า จึงอพยพมาตั้งอยู่บริเวณเมืองเล็ม เชียงรุ้ง เชียงลาว ริมแม่น้ำสาย ตั้งราชวงศ์ขึ้นปกครองสืบต่อกันมาจนถึงสมัย ลวจักราช จึงได้ลงมาตั้งเมืองที่ตำบลยางเสี่ยวใกล้ดอยตุง เรียกว่า เชียงลาว

ราวพุทธศตวรรษที่ 5 มีพวกไทยถอยร่นจากจีนตอนใต้ มาสมทบไทยที่เมืองเชียงลาวมากขึ้นทุกที จึงได้ขยายเมืองให้กว้างขวางขึ้นอีก เรียกว่า แคว้นยุนซาง หรือยวนเซียง มีอาณาเขตแผ่ไปถึงหลายเมือง เช่น เวียงกาหลง (อำเภอเวียงป่าเป้าในปัจจุบันนี้) เวียงฮ่อ ดงเวียง เวียงวัง แจ้ห่ม เชียงแสน ทั้งนี้ภายหลัง พ.ศ. 590 เป็นต้นมา

ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 11 ขอมมีอำนาจถึงอาณาจักรโครตบูรณ์ จึงยกเข้ามาตีแคว้นยวนเซียง ขับไล่ชาวไทย แล้วตั้งเมืองขึ้นที่เชียงแสน เรียกว่า สุวรรณโคมคำ บริเวณที่เคยเป็นเมืองเชียงลาว ใกล้ฝั่งน้ำโขง และได้สร้างเมือง อุมงคเสลา ที่เมืองฝาง ต้นลำน้ำกก อาณาเขตสุวรรณโคมคำของขอมครั้งนั้น ทิศเหนือจดถึงเมืองหนองแส ทิศใต้จนฝายนาค (ลีผี) ตะวันออกถึงแม่น้ำแตก (แม่น้ำแท้) ทิศตะวันตกถึงแม่น้ำตู แต่ขอมปกครองไทยอย่างป่าเถื่อนและทารุณจนไทยเราอพยพจากเมืองสุวรรณโคมคำกระจัดกระจายไปอีก ขอมจึงย้ายไปตั้งเมืองอุมงคเสลา (เมืองฝางในปัจจุบัน) ทิ้งให้เมืองสุวรรณโคมคำร้างไว้)

เจ้าสิงหนวัติกุมาร โอรสพระเจ้าเทวกาล กษัตริย์เมืองหนองแส เป็นชั้นหลานปู่ของขุนบรม ได้อพยพคนไทยประมาณแสนครัวจากหนองแส (ตาลิฟู) ลงมาสร้างเมืองขึ้นใหม่อีกให้มั่นคงถาวรยิ่งขึ้น แล้วขนานนามว่า เมืองนาคพันธุสิงหนวัตินคร ภายหลังเรียกสั้น ๆ ว่า นาเคนทร์นคร, นาคบุรี, โยนกนาคนคร และโยนกนครหลวง เป็นต้น (คือเมืองเชียงแสนในปัจจุบัน)

พระเจ้าสิงหนวัติครองราชย์สมบัติในโยนกนครหลวงได้ 52 ปี สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 1367 มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายองค์ องค์ที่สำคัญ ๆ เช่น รัชกาลที่ 3 พระเจ้าอชุตราช ผู้สร้างมหาสถูปดอยตุง ปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเชียงรายและล้านนาไทย
รัชกาลที่ 4 พระเจ้ามังรายนราช (โอรสพระเจ้าอชุตราช) พระองค์มีโอรส 2 พระองค์ องค์ใหญ่มีพระนามว่า พระองค์เชือง องค์เล็กมีพระนามว่า ไชยนารายณ์ รัชกาลที่ 5 พระองค์เชือง (ราชโอรสพระเจ้ามังรายนราช ครองเมืองโยนกนครหลวงต่อมา)
ส่วนโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้ามังรายนราช มีพระนามว่า พระองค์ไชยนารายณ์ ซึ่งเป็นพระองค์น้อง ได้ไปสร้างเมืองใหม่ที่ตำบลดอนมูล ริมแม่น้ำลาว (น้ำกาหลง) เรียกว่าเมืองไชยนารายณ์

พระองค์ไชยนารายณ์ ได้ครองเมืองไชยนารายณ์ และมีกษัตริย์สืบสันตติวงศ์ต่อมาอีกหลายพระองค์ จนถึงองค์ที่ 27 มีพระนามว่า พระองค์พังคราช ชาติไทยได้อ่อนกำลังลง ขอมซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่เมืองอุมงคเสลา ได้ยกทัพเข้าตีเมืองโยนกนาคนคร พระองค์พังคราชหนีไปอยู่เวียงสีทวง แต่นั้นมาไทยก็เป็นเมืองขึ้นของขอมเรื่อยมา ใน พ.ศ. 1461 พระมเหสีก็ได้ประสูติพระโอรส มีพระนามว่า เจ้าทุกขิตกุมาร และต่อมา พ.ศ. 1436 พระมเหสีก็ประสูติเจ้าพรหม กุมารอีกพระองค์หนึ่ง

ครั้งเจ้าพรหมกุมารมีพระชนมายุ 17 พรรษา ทรงแกล้วกล้าในการรบพุ่ง อย่างยิ่ง ได้ขับไล่ขอมจนสำเร็จ เมื่อ พ.ศ. 1479 แล้วเชิญพระราชบิดาไปครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป เจ้าพรหมกุมารตีได้เมืองอุมงคเสลาซึ่งมีอำนาจร่วม 500 ปีแตก ขับไล่ขอมจนถึงเมืองหริภุญไชย และเมืองกำแพงเพชรจนหมดสิ้นเชื้อชาติขอมในอาณาจักรโยนก พระองค์สร้างเมืองอุมงคเสลาขึ้นใหม่ ขนานนามว่า เมืองไชยปราการ ในปี พ.ศ. 1479 นั้นเอง อนึ่ง เมืองโยนกนาคนครก็เปลี่ยนนามใหม่ว่า เวียงไชยบุรี เพื่อระลึกถึงชัยชนะของพระองค์

พระเจ้าพรหมนครองเมืองไชยปราการต่อมา เสด็จสวรรคต พ.ศ. 1582 ก็ได้เสียเมืองให้แก่ขุนเสือขวัญฟ้า (บางฉบับก็ว่าพระยาสุธรรมวดี) แม้กษัตริย์ที่เมืองนครไชยบุรีและนครไชยนารายณ์จะยกทัพมาช่วยก็สู้ข้าศึกไม่ได้ พระเจ้าไชยศิริจึงรับสั่งให้เผาเมือง แล้วอพยพผู้คนพลเมืองหนีมาทางใต้ ไปตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทองเพื่อตั้งตัวต่อไป

ยังมีกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่า ลาวจก หรือลาวจง ปฐมกษัตริย์ในราชวงศ์จังกราช (คำว่า ลว เป็นชื่อราชวงศ์ ไม่ใช่ลัวะหรือละว้าซึ่งเป็นชื่อชาวป่าชาวเขา) ซึ่งครองเมืองเชียงลาว (แคว้นจก) ได้ขยายอำนาจมาจนถึงเมืองเงินยาง จนรวบรวมบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นแล้วได้ขนานนามเมืองว่า หิรัญนครเงินยาง และมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์ที่ได้กล่าวมานี้ เป็นสังเขปประวัติความเป็นมาก่อนสร้างเมืองเชียงราย นับเป็นประวัติความเป็นมาของชาติไทยในดินแดนภาคเหนือ อันมีนครโยนกเป็นราชธานีตามการศึกษาจากตำนานพื้นเมือง

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบางยุคบางสมัยในดินแดนเหล่านี้ บางครั้งก็มีความคลาดเคลื่อนกันไป ทั้งทางด้านสถานที่ หรือด้านของเวลา จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปอย่างชัดเจนว่าหลักฐานใดถูกต้อง สำหรับอาณาจักรโบราณและเมืองต่าง ๆ อันเป็นที่ตั้ง ของจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน ที่ปรากฏในตำนานหรือพงศาวดารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้น พอจะแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ ดังนี้
1. ยุคอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน
2. ยุคหิรัญนครเงินยาง
3. ยุคเชียงราย (มังราย)
4. ยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต


1. ยุคอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน [ขึ้นข้างบน] [ขึ้นข้างบนสุด]
เรื่องราวของอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน (ช้างแส่งก็เรียก) ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโยนกนครราชธานีศรีช้างแสน หรือเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินครนั้น เป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารโยนก ได้กล่าวถึงมหากษัตริย์องค์หนึ่ง ชื่อว่า เทวกาละ ครองราชย์สมบัติเป็นใหญ่แก่ไทยทั้งหลายในเมืองนครไทยเทศ อันมีเมืองราชคหะ (ราชคฤห์) เป็นนครหลวงมหากษัตริย์พระองค์นั้น มีราชโอรส 30 พระองค์ ราชธิดา 30 พระองค์ รวมทั้งหมด 60 พระองค์ ราชโอรสองค์แรกมีพระนามว่า พิมพิสารราชกุมาร องค์ที่สองมีพระนามว่า สิงหนวัติกุมาร (บางตำราเป็นสิงหนติกุมาร และเพี้ยนไปเป็น สีหนติกุมาร หรือศรีหนติกุมาร ก็มี) ด้วยเหตุว่ามีลักษณะและกำลังดุจราชสีห์นั่นเอง
เมื่อนั้น มหากษัตริย์ผู้เป็นพ่อได้แบ่งราชสมบัติให้แก่ราชโอรสและธิดาทั้ง 60 พระองค์แล้วได้แต่งตั้งให้เจ้าพิมพิสาร โอรสองค์แรกเป็นอุปราชา และให้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาผู้หนึ่งให้อยู่ในเมืองราชคฤห์นครหลวง ส่วนโอรสและราชธิดา 29 คู่นั้น ให้จับคู่กันแล้วแยกย้ายออกไปตั้งบ้านเมืองอยู่ตามที่ต่าง ๆ

ส่วนเจ้าสิงหนวัติกุมารโอรสที่สองกับน้องหญิงผู้หนึ่งได้แบ่งเอาราชสมบัติพร้อมไพร่พลแสนหนึ่ง แล้วก็เสด็จออกจากเมือง ราชคฤห์นครหลวง ข้ามแม่น้ำสระพูมุ่งหน้าไปทางทิศอาคเนย์ออกจากเมืองราชคฤห์ได้ 4 เดือน “พอถึงเดือน 5 ออก 11 ค่ำ วันศุกร์ ก็จึงได้ไปถึงประเทศที่หนึ่งมีสัณฐานราบเปียงเรียงงาม มีแม่น้ำใหญ่ น้ำฮาม น้ำน้อยมากนัก ก็บ่พอไกลขรนที (แม่น้ำโขง) เท่าใดนัก แลมีน้ำห้วยน้อยอันจักสร้างไร่นาดีนัก แลเป็นแว่นแคว้นเมืองสุวรรณโคมคำเก่าอันร้างไปแล้วนั้น ในกาลนั้น มีแต่พวกลัวะ มิละขุ คือชาวป่าชาวดอยทั้งหลาย ยังอยู่ในซอกห้วยราวเขาภูดอยไคว่จุที่แล้ว และมีขุนหลวงผู้หนึ่ง นามว่า ปู่เจ้าลาวจก เป็นใหญ่แก่มิละขุทั้งหลายก็ยังอยู่ดอยดินแดงอันมีหนประจิมทิศประเทศนั้น และยามนั้นสิงหนวัติกุมารก็มารอดถึงที่หนึ่ง หมดใสกว้างขวางนัก บ่ไกลแม่น้ำใหญ่ แม่น้ำฮาม แม่น้ำน้อยมากแล แลห่างจากแม่น้ำ ขรนทีนั้น 7,000 วา แลเมืองสุวรรณโคมคำเก่านั้น อยู่เบื้องฝ่ายแม่น้ำขรนทีก้ำหน้านั้นแล”

ในตำนานนั้นได้กล่าวอีกว่า “เมื่อนั้น ท่านก็ให้แปงปางจอดยั้งเยาอชัยอยู่ที่นั้น รอดเดือนสี่ ขึ้นหนึ่งค่ำ วันศุกร์ มหาศักราชขึ้นใหม่แถมตัวหนึ่งเป็น 18 ตัวปีล่วงเป้า วันนั้นยังมีพญานาคตัวหนึ่ง มีชื่อว่า “พันธุนาคราช” ก็มาเนรมิตตนเป็น พราหมณ์ผู้หนึ่ง แล้วเข้ามาสู่ที่แห่งเจ้าสิงหนวัติกุมาร แล้วกล่าวว่า “ดูกร เจ้ากุมารท่านนี้ เป็นลูกท้าวพระยามหากษัตริย์ หรือว่าเป็นลูกเศรษฐีหรือคหบดี กระฎุมพี แลว่าพ่อค้า อั้นจา ลูกบ้านใดเมืองใดมานั้นจาแลเจ้ากุมารเห็นว่ามีประโยชน์อันใดจา จึงมายั้งพักยังสถานที่นี้ ว่าอั้น ว่าดังนี้ เมื่อนั้นเจ้าสิงหนุวัติกุมาร กล่าวว่าดูกรท่านพราหมณ์ เรานี้หากเป็นลูกกษัตริย์ตนหนึ่ง ชื่อว่าเทวกาละ ผู้เป็นเจ้าแผ่นดินเมืองราชคฤห์นครหลวงพุ้นแล เรามานี่เพื่อจักแสวงหาที่ควรสร้างบ้านตั้งเมืองอยู่แล ว่าอั้น เมื่อนั้นนาคพราหมณ์ก็ว่า ดีแท้แล ท่านจุ่งมาตั้งที่นี้ให้เป็นบ้านเมืองอยู่เทอะ จักวุฒิจำเริญดี จักบริบูรณ์ด้วยข้าวของราชสมบัติประการหนึ่ง ข้าศึกศัตรูทั้งหลาย เป็นต้นว่าศึกมหานครเมืองใหญ่ทั้งหลายจักมารบก็เป็นอันยาก เหตุว่าแม่น้ำใหญ่ สะเภาเลากาจักมาก็ไม่ถึง แต่ว่าขอให้มีสัจจะรักษายังข้าคนและสัตว์ทั้งหลายแด่เทอะ”

เมื่อนั้น เจ้าสิงหนวัติกุมารจึงกล่าวว่า “ดูกร ท่านพราหมณ์ ท่านนี้อยู่ที่ใด อยู่บ้านเมืองใด และมีชื่อว่าดังฤา” นาคพราหมณ์ก็กล่าวว่า “ข้านี้มีชื่อว่าพันธุพราหมณ์ อยู่รักษาประเทศที่นี่มาตั้งแต่ตระกูลเค้ามาแล ท่านจุ่งใช้สัปปรุริสะแห่งท่านไปตามดูที่อยู่แห่งข้าเทอะ ว่าอั้น” แล้วก็กล่าวอำลาเจ้าสิงหนวิตกุมารออกไปแล เจ้าสิงหนวัติกุมารจึ่งใช้ให้บ่าวแห่งท่านตามไปดู 7 คน ไปทางหนหรดี ไกลประมาณ 1,000 วา แล้วก้ลวดหายไปเสียแล เมื่อนั้นบ่าวทั้ง 7 คน จึงกลับคืนมาบอกแก่เจ้าแห่งเขา ตามดั่งที่ได้เห้นมานั้นทุกประการแล เจ้าสิงหนวัติกุมารได้ยินคำดังนั้นก็สลั่งใจอยู่แล ส่วนว่านาคพราหมณ์ผู้นั้นก็เอาเพศเป็นพญานาคดังเก่าแล้วก็ทวนบุ่นไปให้เป็นเซตคูเวียง กว้าง 3,000 วา รอดชุกน้ำ แล้วก็หนีไปสู่ที่อยู่แห่งตนในกลางคืนนั้นแล ครั้นรุ่งแจ้งแล้ว เจ้าสิงหนวัติกุมารเห็นเป็นประการฉันนั้นแล้ว ก็มีใจชื่นชมยิ่งนัก จึงให้หาพราหมณ์อาจารย์มา แล้วก็ตรัสถามว่า “พราหมณ์ผู้มาบอกให้แก่เรานั้น จักเป็นเทวบุตร เทวดา พระยาอินทร์พรหมดังฤา พราหมณ์อาจารย์จึงกล่าวว่า ตามดั่งข้าผู้เฒ่ามาพิจารณาดูนี้ คงจะเป็นพญานาคเป็นแน่แท้ เมื่อนั้นก็พร้อมกันเข้ายังเรือนหลวง แล้วตั้งหอเรืองบริบูรณ์แล้ว ก็เข้าอยู่เป็นเมืองใหญ่ แล้วพราหมณ์อาจารย์ผู้นั้นก็พิจารณา เอาชื่อพญานาคพันธุ์นั้น กับชื่อกุมารผู้เป็นเจ้านั้น ชื่อสิงหนวัตินั้นมาผสมกัน แล้วเรียกนามเมืองนั้นว่า เมืองพันธุสิงหนวัตินคร นั้นแล

เมื่อเจ้าสิงหนวัติกุมารได้เป็นเจ้าเมืองพันธุสิงหนวัตินครแล้ว ได้มีอาชญาเรียกว่าเอาขุนหลวง มิลักขุทั้งหลาย ให้เข้ามาสู่สมภารแห่งพระองค์นั่นแล แต่นั้นไปภายหน้าได้ 3 ปี ยังมีเมืองอันหนึ่งอยู่หนหรดี ไกลประมาณ 4 คืนทาง มีข้างหัวกุกกะนที (แม่น้ำกก) ที่นั่น ชื่อว่าเมืองอุมงคเสลานคร เมืองนั้นเป็นที่อยู่ของชาวขอมทั้งหลาย และส่วนว่าเมืองขอมนี้ก็เป็นเมืองพร้อมกันกับ เมืองสุวรรณโคมคำ แต่ครั้งสมัยศาสนาพระกัสสปะและยังไม่เคยเป็นเมืองร้างเลย พระยาขอมเจ้าเมืองอุมงคเสลานครนั้น มีมานะกระด้างไม่ยอมเข้าสู่บรมโพธิสมภารเจ้าสิงหนวัติ พระองค์จึงยกกำลังรี้พลไปรบเอาเมืองอุมงคเสลานครได้เข้าสู่ บรมโพธิสมภารแต่นั้นมา มหาศักราชได้ 22 ตัว ปีดังไส้ ตั้งเมืองพันธุสิงหนวัตินครได้ 5 ปี ถึงปีนั้นท่านก็ปราบได้ล้านนาไทยทั้งมวลแล ฯ

เสนาอำมาตย์ พราหมณ์อาจารย์ ไพร่ไทยทั้งหลาย ก็พร้อมใจกันราชาภิเษกยังเจ้าสิงหนวัติราชกุมารขึ้นเป็นเอกราชมหากษัตริย์ ปราบล้านนาไทยทั้งมวล ขนานพระนามว่าเจ้าพระยาสิงหนวัติราชกษัตริย์ตั้งแต่นั้นมา และเมืองนี้ก็บริบูรณ์ด้วยผู้คน ช้างม้าวัวควาย สมบัติมากนัก เกิดเป็นเมืองใหญ่แต่นั้นมา มีอาณาเขตดังนี้
ในทิศบูรพา มีแม่น้ำขรนทีเป็นแดน
ในทิศปัจฉิม มีดอยรูปช้างชุนน้ำย้อยมาหาแม่คงเป็นแดน
ในทิศอุดร มีต้าง (เขื่อน) หนองแสเป็นแดน
ในทิศทักษิณ มีลวะรัฐเป็นแดน

บ้านเมืองก็มีความสงบสุขร่มเย็นตลอดสมัยของพระเจ้าสิงหนวัติ พระองค์ครองราชสมบัติได้ 102 ปี มีอายุได้ 120 ปี (บางตำนานก็ว่าครองราชย์ได้ 52 ปี) ในภายหลังอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน ที่มีเมืองพันธุสิงหนวัตินครเป็นเมืองหลวงนั้น ตำนานได้กล่าวไว้ว่า ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องต่อกันมาประมาณกว่า 40 พระองค์ ซึ่งบางพระองค์ก็จะปรากฏพระนาม ในตำนานของการสร้างเมืองใหม่ หรือโบราณสถานที่ยังคงมีมาอยู่จนถึงยุคปัจจุบัน ได้แก่ พระเจ้าอชุตราช กษัตริย์องค์ที่ 3 เป็นผู้สร้างพระธาตุเจ้าดอยตุง โอรสองค์ที่สองของพระเจ้ามังรายนราช กษัตริย์องค์ที่ 4 คือ พระองค์ไชยนารายณ์ เป็นผู้สร้างเวียงไชยนารายณ์ พระองค์เว่าหรือพระองค์เวา กษัตริย์องค์ที่ 10 เป็นผู้สร้างพระธาตุดอยเวา อำเภอแม่สาย เป็นต้น
รายนามกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน
(จากพงศาวดารโยนก ของพระยาประชากิจกรจักร)
1. สิงหนกุมาร
2. คันธกุมาร
3. อชุตราช
4. มังรายนราช
5. พระองค์เชือง
6. พระองค์ชืน
7. พระองค์ดำ
8. พระองค์เกิง
9. พระองค์ชาติ
10. พระองค์เวา
11. พระองค์แวน
12. พระองค์แก้ว
13. พระองค์เงิน
14. พระองค์ตน
15. พระองค์งาม 16. พระองค์ลือ
17. พระองค์รวย
18. พระองค์เชิง
19. พระองค์กัง
20. พระองค์เกา
21. พระองค์พิง
22. พระองค์ศรี
23. พระองค์สม
24. พระองค์สวรรย์ (สวน)
25. พระองค์แพง
26. พระองค์พวน
27. พระองค์จักทร์
28. พระองค์ฟู
29. พระองค์ผัน
30. พระองค์วัง 31. พระมังสิงห์
32. พระมังแสน
33. พระมังสม
34. พระองค์ทิพ
35. พระองค์กอง
36. พระองค์กม (กลม)
37. พระองค์ชาย (จาย)
38. พระองค์ชิน (จิน)
39. พระองค์ชม (จม)
40. พระองค์กัง (ปัง)
41. พระองค์กิง (พึง)
42. พระองค์เกียง (เปียง)
43. พระองค์พัง (พังคราช)
44. ทุกชิต
45. มหาวัน
46. มหาไชยชนะ

อาณาจักรโยนก ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาจนสมัยพระองค์มหาไชยชนะ อาณาจักรจึงได้ถึงกาลล่มจม ดังปรากฏในตำนานสิงหนวัติที่กล่าวว่า ได้มีชาวเมืองไปได้ปลาไหลเผือก มหากษัตริย์ พระองค์จึงให้ตัดเป็นท่อนแจกกันกินทั่วทั้งเวียง และในคืนนั้นก็ได้เกิดมีเหตุเสียงดังสนั่นเหมือนกับแผ่นดินไหว ถึงสามครั้ง จนเป็นเหตุให้เมืองโยนกถล่มกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ แต่ก็เป็นน่าอัศจรรย์ที่ยังคงเหลือบ้านของหญิงหม้ายคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รับส่วนแบ่งเนื้อปลานั้นจากชาวเมืองไปบริโภค ในปัจจุบันหนองน้ำดังกล่าวจึงได้มีผู้สันนิษฐานไปต่าง ๆ กัน บ้างก็สันนิษฐานว่าคือทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงกาย) ในเขตอำเภอเชียงแสน บ้างก็ว่าคือเวียงหนองล่ม (เวียงหนองหรือเมืองหนองก็ว่า) ในเขตอำเภอแม่จัน เนื่องจากมีชื่อสถานที่ต่าง ๆ ได้ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้น เช่น บ้านแม่ลาก ก็หมายถึงตอนที่ชาวเมืองได้ช่วยกันลากปลาไหลตัวนั้น บ้านแม่ลัว (คงเลือนมาจากคำว่าคัว) ก็หมายถึงตอนที่ได้ชำแหละปลาไหลนั้นเพื่อแจกจ่ายกัน แม่น้ำกก หมายถึงตัดเป็นชิ้น ๆ ซึ่งชื่อดังกล่าวนี้ปัจจุบันมีอยู่ในท้องที่ของอำเภอท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน และยังมีผู้สันนิษฐานว่าคือหนองหลวง ในเขตอำเภอเวียงชัยอีกด้วย

หลังจากที่อาณาจักรโยนกได้ล่มสลายพร้อมด้วยราชวงศ์ดังกล่าวแล้ว ชาวเมือง จึงได้ปรึกษากันพร้อมใจกันยกให้ขุนลัง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาเป็นผู้ปกครองแทนราชวงศ์ และได้มีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ชื่อ เวียงปรึกษา (เวียงเปิ๊กษา) ซึ่งเมืองใหม่นี้ ว่ากันว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย เนื่องจากผู้นำได้มาจากการประชุมปรึกษาหารือกันคล้ายระบบการเลือกตั้งจึงเป็นที่มาของชื่อเวียงปรึกษา เวียงปรึกษาได้มีผู้ปกครองสืบต่อกันมา 15 คน เป็นระยะเวลา 93 ปี

2. ยุคหิรัญนครเงินยาง [ขึ้นข้างบน] [ขึ้นข้างบนสุด]
ในยุคนี้ได้กล่าวถึงลวจังกราชหรือลวจักกราช ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์นี้ ซึ่งในหลักฐานบางฉบับเรียกว่า ราชวงศ์ลาว เนื่องจากพระนามของกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ล้วนขึ้นต้นด้วยคำว่า “ลาว” มีอำนาจอยู่ในเมืองเชียงลาว (เชียงเรือน) สันนิษฐานว่าอยู่ใกล้บริเวณดอยตุงและแม่น้ำสาย ต่อมาได้ขยายจากเมืองเชียงลาวมาสู่เมืองเงินยางหรือเงินยัง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง สันนิษฐานว่าเมืองเงินยางนี้อยู่ใกล้กับเมืองเชียงแสน หรืออาจเป็นบริเวณเดียวกันก็เป็นได้ เมืองเงินยางมีชื่อเรียกเป็นภาษาบาลีว่า “หิรัญนคร” อันเป็นที่มาและเรียกชื่อเมืองนี้ว่า หิรัญนครเงินยาง
ลวจังกราช (ลาวจง) มีราชบุตร 3 พระองค์ คือ ลาวครอบ ลาวช้าง และลาวเก๊าแก้วมาเมือง ลวจังกราชได้ส่งราชบุตรออกไป สร้างบ้านแปงเมือง คือ ให้ลาวครอบราชบุตรองค์โตไปครองเมืองเชียงของ ลาวช้างราชบุตรองค์ที่สองไปครองเมืองยอง ส่วนลาวเก๊าแก้วมาเมือง ราชบุตรองค์เล็กนี้ให้ครองเมืองเชียงลาวสืบเนื่องมา ด้วยเหตุนี้ภายหลังจึงทำให้ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) เป็นต้นของราชวงศ์เมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ จนถึงสมัยพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงรายแล้ว พบว่าเจ้าเมืองต่าง ๆ ได้มีเชื้อสายมาจากวงศ์ลวจังกราชด้วยกัน จึงมีพระราโชบายรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

รายนามกษัตริย์ราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช หรือวงศ์หิรัญนคร)
รัชกาลที่ 1 ลวจังกราช (ลาวจง)
รัชกาลที่ 2 ลาวเก๊าแก้วมาเมือง
รัชกาลที่ 3 ลาวเส้า (ลาวเสา)
รัชกาลที่ 4 ลาวตัง (ลาวพัง)
รัชกาลที่ 5 ลาวกลม (ลาวหลวง)
รัชกาลที่ 6 ลาวเหลว
รัชกาลที่ 7 ลาวกับ
รัชกาลที่ 8 ลาวคิม (ลาวกิน)
รัชกาลที่ 9 ลาวเคียง
รัชกาลที่ 10 ลาวคิว
รัชกาลที่ 11 ลาวเทิง (ลาวติง)
รัชกาลที่ 12 ลาวทึง (ลาวเติง) รัชกาลที่ 13 ลาวคน
รัชกาลที่ 14 ลาวสม
รัชกาลที่ 15 ลาวกวก (ลาวพวก)
รัชกาลที่ 16 ลาวกิว (ลาวกวิน)
รัชกาลที่ 17 ลาวจง
รัชกาลที่ 18 จอมผาเรือง
รัชกาลที่ 19 ลาวเจิง (ลาวเจื๋อง)
รัชกาลที่ 20 ลาวเงินเรือง
รัชกาลที่ 21 ลาวซิน (ลาวชื่น)
รัชกาลที่ 22 ลาวมิง
รัชกาลที่ 23 ลาวเมือง (ลาวเมิง)
รัชกาลที่ 24 ลาวเมง

ลาวจงมีราชบุตร 2 พระองค์ องค์พี่ชื่อ ลาวชิน ได้ให้ปกครองเมืองไชยนารายณ์ ส่วนผู้น้องชื่อจอมผาเรืองนั้น ให้ครองเมืองเชียงลาวต่อมา จอมผาเรือง (ลาวจอมเรือง) มีราชบุตรชื่อลาวเจื่อง (ขุนเจื่อง) ลาวเจื่องได้ครองเมืองเชียงลาวอยู่ระยะหนึ่ง และได้แผ่ขยายอาณาเขตไปถึงเมืองของพระยาแก๋ว แล้วได้อยู่ครองหลายเมือง ส่วนทางเมืองเงินยาง (เชียงลาว) นั้น ได้ให้ลาวเงินเรืองราชบุตรปกครองแทน และในสมัยของลาวเจื่องนี้ได้ให้ราชบุตรอีกหลายพระองค์ไปครองยังเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองล้านช้าง เมืองน่าน เป็นต้น อันเป็นการกระจายราชวงศ์ลาว (ลวจังกราช) ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ อีกสมัยหนึ่ง

มาจนถึงสมัยลาวเมง ลาวเมืองพระบิดาได้สู่ขอนางอั้วมิ่งจอมเมืองหรือนางเทพคำขยาย ธิดาท้าวรุ้งแก่นชาย เจ้านครเชียงรุ้ง เมืองใหญ่แว่นแคว้นสิบสองปันนา มาอภิเษกเป็นชายาเจ้าลาวเมง ครั้นภายหลังอภิเษกแล้วไม่นานเท่าใด นางเทพคำขยายก็ทรงมีครรภ์แล้วประสูติพระราชโอรส เมื่อ พ.ศ. 1782 ทรงพระนามว่า “เจ้ามังราย”

อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง (เชียงลาว หรือเชียงเรือง หรือหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ก็เรียก) นั้น เคยมีความรุ่งเรืองมาก่อน มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ได้มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันในราชวงศ์ลวจังกราชมาหลายพระองค์ มาจนถึงสมัยพญามังราย จึงได้มีการสร้างเมืองใหญ่ขึ้นที่เชียงราย และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้เริ่มมีความชัดเจนขึ้น นับแต่การสร้างเมืองเชียงรายเป็นต้นมา


3. ยุคเชียงราย (มังราย) [ขึ้นข้างบน] [ขึ้นข้างบนสุด]
พญามังราย ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติที่เมืองหิรัญนครเงินยาง เมื่อ พ.ศ. 1802 ในขณะมีพระชนม์ได้ 20 ปี พระองค์จึงได้ให้พระยามหานครทั้งหลายไปถวายบังคม เมืองใดขัดแข็งมิยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี ก็แต่งกองทัพยกออกไปปราบปราม ตีได้เมืองมอบ เมืองไร เมืองเชียงคำ ได้ปลดเจ้าผู้ครองนครออกแล้วแต่งตั้งให้ขุนนางอยู่รั้งเมืองเหล่านั้น แต่นั้นหัวเมืองทั้งหลาย มีเมืองเชียงช้าง เป็นต้น ก็พากันอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น
เมื่อรวบรวมหัวเมืองฝ่ายเหนือได้แล้ว คิดจะปราบหัวเมืองฝ่ายใต้ จึงได้ลงไปอยู่ที่เมืองหนึ่งชื่อเมืองว่า เวียงเต่ารอง เผอิญช้างมงคลของพญามังรายได้พลัดไป พญามังรายเสด็จตามช้างไปถึงยอดจอมทองริมแม่น้ำกก เห็นภูมิประเทศที่เป็นชัยภูมิดี จึงให้สร้างพระนครไว้ ณ ที่นั้นก่อปราการโอบล้อมเอาดอยจอมทองไว้ในท่ามกลางเมือง ขนานนามว่า เมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 1805 แล้วพญามังรายก็ยกจากเมืองหิรัญนครเงินยาง ขึ้นมาประทับอยู่ที่เมืองเชียงรายในปีเดียวกันนี้ยังได้ตีเมืองเชียงตุงอีกด้วย ถัดมาอีก 3 ปี พญามังรายได้เสด็จจากเมืองเชียงรายไปประทับอยู่ที่เมืองฝาง (เวียงไชยปราการ) โดยมีพระราชประสงค์ที่จะแผ่ขยายอาณาเขตไปทางล้านนา หลังจากนั้น 1 ปี ก้ได้ยกทัพไปตีเมืองผาแดง เชียงจอง ตีได้เมืองเชียงจองแล้วก็กลับประทับที่เมืองฝางอีก ต่อมาราว 6 ปี ได้เสด็จยกทัพไปตีเมืองเชิง แล้วกลับมาประทับ ณ เมืองฝางดังเก่า

เมืองฝางที่พญามังรายประทับอยู่ติดต่อกับแคว้นล้านนาพ่อค้าวานิชชาวเมืองหริภุญไชยไปมาที่เมืองฝางเป็นอันมาก พญามังรายทราบว่าเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์ ก็อยากได้ไว้ในอำนาจ จึงทรงให้ อ้ายฟ้า เข้าไปเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองหริภุญไชย แล้วจึงสามารถตีเมืองหริภุญไชยจากพระยายีบาได้ในเวลาต่อมา รวมทั้งตีได้เมืองเขลางค์จากพระยาเบิก เจ้าเมืองเขลางค์ ซึ่งเป็นน้องของพระยายีบาในภายหลังอีกด้วย

ในปี พ.ศ. 1818 พญามังรายได้ให้ราชบุตรองค์ใหญ่ชื่อ ขุนเครื่อง มาครองเมืองเชียงราย ขุนเครื่องได้เชื่อถ้อยคำขุนใสเรียงคิดการกบฎ พญามังรายจังได้ออกอุบายให้ขุนเครื่องไปเฝ้ายังเมืองฝาง แล้วให้อ้ายเผียนซุ่มริมทางดักยิงด้วยหน้าไม้ปืนผา (หน้าไม้ที่อาบยาพิษ) ถูกขุนเครื่องตาย พญามังรายจึงได้กลับมาครองราชสมบัติอยู่ที่เมืองเชียงรายอีกครั้ง

พ.ศ. 1819 พญามังรายได้ยกกองทัพบงไปตีเมืองพะเยา พระยางำเมือง เจ้าเมืองพะเยาเห็นว่าสู้ด้วยกำลังมิได้ จึงยกกองทัพออกไปรับปลายแดน ต้อนรับอย่างไมตรี แล้วยกตำบลปากน้ำให้แก่พญามังราย พญามังรายก็รับปฏิญาณเป็นมิตรกัน ต่อมาได้ยกทัพไปตีเมืองหงสาวดี พระยาหงสาวดีสุทธโสม เจ้าเมือง จึงได้ยกนางปายโค พระธิดา ให้เป็นราชธิดา เพื่อขอเป็นพระราชไมตรี ในภายหลังได้ยกกองทัพไปตีเมืองพุกามอังวะ เจ้าเมืองอังวะได้นำเอาเครื่องราชบรรณาการมาถวายต้อนรับขอพระราชไมตรีด้วย ในครั้งนี้ได้นำเอาช่างต่าง ๆ เช่น ช่างฆ้อง ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างคำ ช่างทอง กลับมาเผยแพร่อีกด้วย พร้อมทั้งได้บำรุงพระพุทธศาสนาโดยได้รับอิทธิพลตามแบบอย่างของอังวะ

ในปี พ.ศ. 1839 พญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ และขนานนามเมืองว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” พระองค์ได้เสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ตราบจนสวรรคต ขณะเสด็จประพาสกลางเมืองเมื่อ พ.ศ. 1860 ส่วนเมืองเชียงรายนั้นได้ให้ขุนครามมาครองเมืองแทน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่เมืองเชียงรายเริ่มลดบทบาทลง และในขณะเดียวกัน เมืองเชียงใหม่ก็ได้เริ่มมีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและรุ่งเรืองอย่างสูงสุดในสมัยของพญามังราย

เมื่อพญามังรายสวรรคต พระยาไชยสงคราม (ขุนคราม) ราชโอรส จึงครองเมืองเชียงรายต่อมา และสถาปนาให้พระยาแสนภู โอรสองค์ใหญ่ไปครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 1861 ใน พ.ศ. 1870 พระยาไชยสงครามถึงแก่ทิวงคต พระยาแสนภูได้ให้เจ้าคำฟูราชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ แล้วพระองค์ได้กลับมาครองเมืองเชียงราย

รุ่งขึ้นปี พ.ศ. 1871 พระยาแสนภูมีพระราชประสงค์จะสร้างพระนครอยู่ใหม่ต้องการชัยภูมิที่ดี ขุนนางได้สำรวจหาได้ที่เมืองเก่าริมแม่น้ำโขง อันเป็นเมืองโบราณของเวียงไชยบุรีจึงโปรดให้สร้างนครใหม่ขึ้นที่นั้น เอาแม่น้ำโขงเป็นคูปราการเมืองด้านตะวันออกอีก 3 ด้าน ให้ขุดโอบล้อมพระนครไว้ ตั้งพิธีฝังหลักเมืองวันศุกร์ เดือน 5 (เดือน 7 เหนือ) ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 1871 ขนานนามว่า หิรัญนครชัยบุรีศรีเชียงแสน (ตามพระนามของพระองค์) แต่คนต่อมาภายหลังเรียกว่า เชียงแสน คืออำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน ซึ่งยังมีซากกำแพงเมืองปรากฏอยู่

พระยาแสนภู ครองอยู่เมืองเชียงแสนได้ 7 ปี ก็ได้ถึงแก่ทิวงคต พระยาคำฟู ราชโอรสจึงได้ครองเมืองเชียงแสนต่อมา พระยาคำฟูจึงได้ให้ท้ายผายูราชโอรสไปครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระยาคำฟูถึงแก่ทิวงคต ท้ายผายู ราชโอรส ซึ่งครองเมืองเชียงใหม่อยู่ ก็ได้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อมา แล้วให้ท้าวกือนา (ตื้อนา) ราชโอรส มาครองเมืองเชียงรายแทน นับแต่นั้นมาเมืองเชียงราย (รวมทั้งเชียงแสนด้วย) ได้เริ่มมีฐานะคล้ายเมืองลูกหลวง โดยมีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง แต่ก็ยังคงมีเชื้อพระวงศ์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์ สุดท้ายในสมัยพระยากลม เป็นเจ้าเมืองเชียงแสน โดยมีพระเจ้าเมกุฏครองเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2101 เมืองเชียงใหม่และเชียงแสนก็เสียให้แก่บุเรงนอง เจ้ากรุงหงสาวดี อาณาจักรล้านนา (รวมทั้งเชียงรายและเชียงแสนด้วย) จึงได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าตั้งแต่นั้นมา แต่มีบางครั้งก็เป็นอิสระและบางครั้ง ก็ตกอยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา รวมเป็นระยะเวลาอันยาวนานนับ 200 ปี จนถึงสมัยธนบุรี แม้ว่าบางสมัยจะมีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้เพื่อ เป็นอิสระจากพม่าแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ในระยะหนึ่งพม่าได้ฟื้นฟูเมืองเชียงแสนให้เป็นเมืองเอกในการปกครอง เนื่องจากต้องการให้เป็นหัวเมืองเพื่อป้องกัน การรุกรานจากรุงศรีอยุธยา และยังษมารถใช้เป็นแหล่งสะสมเสบียงในยามศึกสงครามกับกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย


4. ยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต [ขึ้นข้างบน] [ขึ้นข้างบนสุด]
ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ยกทัพมาปราบปรามขับไล่ข้าศึกพม่าทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ แต่ไม่สำเร็จเด็ดขาด ครั้นสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งราชวงศ์จักรี พ.ศ. 2347 กรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราช ยกกองทัพขึ้นมาขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้สำเร็จ ให้เผาเมืองเสียสิ้น กวาดต้อนเอาผู้คนพลเมือง 23,000 ครอบครัว แบ่งเป็น 5 ส่วน โดยให้ไปอยู่เมืองเชียงใหม่ นครลำปาง นครน่าน เมืองเวียงจันทน์ และลงมายังกรุงเทพฯ บางส่วนให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ เมืองสระบุรี เมืองราชบุรี บ้าง
หลังจากที่ได้กวาดต้อนเอาผู้คนพลเมืองให้ไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ แล้ว เชียงแสนจึงกลายเป็นเมืองร้าง จึงทำให้นับแต่นั้นมา หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองเชียงแสนได้ขาดหายไประยะหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วมักจะกล่าวถึงเมืองเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางของล้านนาในยุคนั้น โดยมีตระกูลเจ้าเจ็ดตนปกครอง ซึ่งจะเกี่ยวพันกับการทำศึกสงครามกับพม่า บางครั้งก็ถูกพม่ารุกราน บางครั้งก็ยกทัพไปตีเขตหัวเมืองขึ้นของพม่าและกวาดต้อนเอาผู้คนลงมาด้วย อันได้แก่ พวกไทยใหญ่ ไทยเขิน เป็นต้น

พ.ศ. 2386 ในรัชกาลที่ 3 ได้มีการจัดตั้งเมืองเชียงรายฟื้นคืนให้เป็นบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นกำลังช่วยเหลือเชียงใหม่ป้องกันภัยจากพม่าโดย มีฐานะเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ให้ญาติพี่น้อง อันมีเจ้าหลวงธรรมลังการเป็นเจ้าหลวงเมืองเชียงราย เจ้าอุ่นเรือนเป็นพระยาอุปราช เจ้าคำแสนเป็นพระยาราชวงศ์ เจ้าชายสามเจ้าพูเกี๋ยง เป็นพระยาราชบุตร และพระยาบุรีรัตน์ มีราษฎรที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองขึ้นของพม่า ในสมัย “เก็บผักใสซ้า เก็บข้าใส่เมือง” พร้อมด้วยพ่อค้าที่เป็นคนพื้นเมืองของไพร่เมือง 4 เมือง คือ เมืองเชียงตุง เมืองพยาก เมืองเลน และเมืองสาด ประมาณ 1,000 ครอบครัวขึ้นมาตั้งสร้างบ้านเมือง เมืองเชียงรายในยุคนี้ได้มีการก่อกำแพง สร้างประตูเมืองต่าง ๆ เพิ่มเติมในส่วนที่เคยเป็นเมืองเก่ามาแต่สมัยพญามังรายให้เป็นเมือง “พันธุมติรัตนอาณาเขต” มีสะดือเมืองอยู่ที่วัดจันทโลก (ปัจจุบันคือวัดกลางเวียง) ในสมัยนั้นเมืองเชียงใหม่มีชื่อว่า เมืองรัตตนติงสาวภิวนบุรี การปกครองเมืองเชียงรายในฐานะเป็นเมืองบริวาร ของเมืองเชียงใหม่ในสมัยนี้ เป็นยุคที่เรียกว่า เจ้าขัน 5 ใบ ซึ่งเป็นเชื้อสายในตระกูลเจ้าเจ็ดตนที่ได้รับการแต่งตั้งจากเมืองเชียงใหม่มาเป็น คณะปกครองเมืองเชียงราย ประกอบด้วย เจ้าหลวง (มีฐานะเป็นเจ้าเมือง) และผู้ช่วยอีก 4 ตำแหน่ง คือ พระยาอุปราช พระยาราชวงศ์ พระยาราชบุตร พระยาบุรีรัตน์

พ.ศ. 2413 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ นครเชียงใหม่ มีใบบอกข้อราชการไปยังกรุงเทพฯ ว่า พม่า ลื้อ เขิน เมืองเชียงตุง ประมาณ 300 ครอบครัว มาอยู่เมืองเชียงแสนตั้งตัวเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของไทย จึงให้อุปราชแต่งคนไปว่ากล่าวให้ถอยออกจากราชอาณาจักร ถ้าอยากจะตั้งอยู่ให้อยู่ในบังคับบัญชาเมืองเชียงรายและนครเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะพวกนั้นไม่ยอมออกไป พ.ศ. 2417 เจ้าอินทวิไชยยานนท์ เจ้านครเชียงใหม่เกณฑ์กำลังจากเชียงใหม่ นครลำปาก เมืองลำพูน มีไพร่ทั้งสิ้น 4,500 คน ยกจากเชียงใหม่มาเชียงรายและเชียงแสน ไล่ต้อนพวกนั้นออกจากเชียงแสน จึงทำให้เชียงแสนกลายเป็นเมืองร้างไประยะหนึ่ง จวบจนถึงปี พ.ศ. 2423 จึงได้ให้ เจ้าอินต๊ะ บุตรเจ้าบุญมา (เจ้าบุญมาเป็นน้องของเจ้ากาวิละ เจ้านครเชียงใหม่) เจ้าผู้ครองเมืองลำพูน เป็นหัวหน้า นำราษฎรเมืองลำพูน เชียงใหม่ ประมาณ 1,500 ครอบครัว ขึ้นมาตั้งรกราก “ปักซั้งตั้งถิ่น” อยู่เมืองเชียงแสน นับเป็นการ สร้างบ้านแปงเมือง ครั้งใหญ่ของเมืองเชียงแสน กลุ่มที่อพยพมารุ่นแรกได้มาตั้งถิ่นฐาน ทำกินอยู่เรียงรายตามลำแม่น้ำแม่คำ ตั้งแต่บ้านแม่คำ บ้านห้วยน้ำราก จนถึงเขตเชียงแสน ตลอดถึงบ้านกว๊านบุญเรือง ในเขตประเทศลาวปัจจุบัน

ต่อมา เจ้าอินต๊ะ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นพระยาราชเดชดำรง ตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงแสน สมัยนั้นการปกครองล้านนาเฉพาะมณฑลพายัพเหนือ มีเจ้าเมืองบริเวณหัวเมืองมี 5 ชื่อ ประจำเมืองต่าง ๆ คือ
พระยาประเทศอุตรทิศ เจ้าเมืองพะเยา
พระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝาง
พระยารัตนเขตต์ เจ้าเมืองเชียงราย
พระยาราชเดชดำรง เจ้าเมืองเชียงแสน
พระยาจิตวงศ์วรยศรังษี เจ้าเมืองเชียงของ

ใน พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ พระศรีสหเทพ (เส็ง วิริยสิริ) จัดการปกครองมณฑลพายัพใหม่ เมืองใหญ่มี เก๊าสนามหลวง เป็นศูนย์กลางจัดให้มีแคว่นแก่บ้าน (กำนัน - ผู้ใหญ่บ้าน) แต่ละแคว่นขึ้นกับเมือง เรียกผู้ปกครองเมืองว่า เจ้าเมือง เมืองขึ้นกับ บริเวณ เรียกผู้เป็นหัวหน้าว่า ข้าหลวงบริเวณ ข้าหลวงบริเวณขึ้นต่อเก๊าสนามหลวง โดยได้จัดทำขึ้นเป็นพระราชบัญญัติ เรียกว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งมณฑลพายัพ ตั้งนครเชียงใหม่เป็นตัวมณฑล และเมืองเชียงแสนสมัยนั้นขึ้นต่อกระทรวงกลาโหม ต่อมา พ.ศ. 2453 ตรงกับ ร.ศ. 129 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ยกเมืองเชียงราย เป็นเมืองจัตวารวมอยู่ในมณฑลพายัพ ดังต่อไปนี้

ประกาศยกเมืองเชียงรายเป็นหัวเมืองจัตวา รวมอยู่ในมณฑลพายัพ

มีพระราชดองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศทราบทั่วหน้ากันว่า แต่เดิมเมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ ได้จัดรวมเข้าเป็นจังหวัด เรียกว่า จังหวัดพายัพภาคเหนือ ต่อมาเมืองเหล่านี้มีความเจริญยิ่งขึ้น จนเป็นเหตุให้เห็นว่า การจัดให้เป็นเมือง ไม่พอแก่ราชการและความเจริญ สมควรเลื่อนการปกครองขึ้นให้สมกับราชการและความเจริญในท้องถิ่น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองฝาง เวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ ตั้งเป็นเมืองจัตวาเรียกว่าเมืองเชียงราย อยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็น 10 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอเมืองเชียงแสน อำเภอเมืองฝาง อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอเมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงของ เหมือนอย่างหัวเมืองชั้นในที่ขึ้นกับกรุงเทพฯทั้งปวง และพระทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระภักดีณรงค์ ซึ่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัดพายัพภาคเหนือ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป



ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย
ประกาศ ณ วันที่ 9 มิถุนายน รัตนโกสินทร์ศก 129

(ลงพระนาม) ดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย



มีตราประจำเมืองเป็น รูปหนุมาน (หอระมาน)



ดวงตราประจำเมืองพันธุมติรัตนอาณาเขต คือเมืองเชียงรายในอดีต ที่แปลมาตรงกับตัวอักษรล้านนา(ตัวเมือง) ในดวงตรานั้น ส่วนอักษรไทยข้างล่างเขียนว่า เมืองพันธุมติอะณาเขรษ เป็นการสะกดผิด เนื่องจากการทำตราต่าง ๆ ในสมัยนั้นต้องส่งไปทำต่างประเทศที่ใกล้ที่สุด คือประเทศอินเดีย ชื่อเมืองพันธุมติรัตนอาณาเขตเลยต้องใช้อย่างนั้นมา แต่คนเชียงรายในสมัยนั้นอ่านภาษาไทย(กลาง)ไม่ออก

สภาพบ้านเมืองในยุคพันธุมติรัตนอาณาเขตนั้น ได้เกิดความยุ่งยากเกี่ยวกับกบฎเงี้ยว ซึ่งได้เกิดขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา ซึ่งเป็นผลมาจากยุคการล่าอาณานิคมของชาวตะวันตก ที่ได้เข้ามามีอิทธิพลในดินแดนพม่าและลาว และต่อมาได้มีการยุยงสนับสนุนให้เงี้ยวก่อความไม่สงบขึ้นตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อที่จะขยายอิทธิพลเข้ามายังล้านนา ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทยแล้ว แต่ทางการก็สามารถปราบปรามลงได้

ยุคพันธุมติรัตนอาณาเขต ได้มีการพัฒนารูปแบบการปกครองจากหัวเมืองที่มีเจ้าเมืองครองมาจนถึง พ.ศ. 2453 (ร.ศ. 129) จึงได้เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล อันเป็นต้นแบบมาสู่การปรับปรุงพัฒนามาสู่ในยุคปัจจุบันที่มีฐานะเป็นจังหวัด แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ

ความสัมพันธ์กับอาณาจักรต่าง ๆ

นับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ลวจังกราช ได้ให้พระโอรสไปสร้างและครองเมืองต่าง ๆ จึงทำให้มีการกระจายเชื้อพระวงศ์ออกไปยังเมืองต่าง ๆ ด้วย อันเป็นการขยายอาณาเขตในลักษณะหนึ่งมาจนถึงสมัยพญามังราย จึงได้มีการรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีเมืองหิรัญนครเงินยางเป็นศูนย์กลาง เมื่อมีความเป็นปึกแผ่นแล้ว ต่อมาจึงได้ขยายลงมาสร้างเมืองเชียงราย เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการแผ่ขยายอาณาเขตต่อไปยังอาณาจักรอื่น ๆ รวมทั้งการมีสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรใกล้เคียง อาณาจักรต่าง ๆ เหล่านี้ ได้แก่

อาณาจักรหริภุญไชย

อาณาจักรหริภุญไชยได้มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยการสร้างเมืองเชียงราย โดยเป็นศูนย์กลางของเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำวัง ซึ่งตำนานจามเทวีได้กล่าวว่าฤาษีวาสุเทพเป็นผู้สร้างเมืองหริภุญไชยขึ้น เมื่อราว พ.ศ. 1310 - 1311 หลังจากที่ได้สร้างเสร็จแล้ว จึงได้ทูลเชิญพระนางจามเทวี ธิดาของกษัตริย์เมืองละโว้ (ลพบุรี) มาครองเมือง จึงทำให้วัฒนธรรมของละโว้แพร่ขยายมายังอาณาจักรหริภุญไชยด้วย

ด้วยเหตุอาณาจักรหริภุญไชยมีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งสมบูรณ์ พญามังรายมีพระประสงค์อยากได้ไว้ในอำนาจ จึงได้ใช้กลอุบายให้อ้ายฟ้าเข้าไปเป็นไส้ศึก วางแผนให้เกิดความแตกแยกกันในอาณาจักร ในภายหลัง กองทัพของพญามังรายจึงเข้ายึดอาณาจักรหริภุญไชยจากพระยายีบา กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรหริภุญไชยไว้ในอำนาจได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. 1835 และได้ผนวกหริภุญไชยเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อาณาจักรสุโขทัย

หลังจากที่พญามังรายได้แผ่ขยายอาณาเขตและรวบรวมบ้านเมืองจนเป็นปึกแผ่นมั่นคงจนเป็นที่มาของ อาณาจักรล้านนา แล้ว จึงได้สร้างเมืองเชียงใหม่หรือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ขึ้นใน พ.ศ. 1839 เพื่อเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา ในการสร้างเมืองนั้น พระองค์ทรงได้ทูลเชิญพ่อขุนรามคำแหงจากกรุงสุโขทัยและพญางำเมือง เจ้าเมืองพะเยาซึ่งเป็นพระสหาย ให้เสด็จมาช่วยเลือกชัยภูมิการสร้างเมือง จึงเห็นได้ว่าอาณาจักรเหล่านี้มีสัมพันธไมตรีต่อกันอย่างแนบแน่น ในตำราราชวงศ์ปกรณ์กล่าวว่า กษัตริย์ทั้งสามได้ตั้งสัจจะปฏิญาณต่อกัน โดยนั่งหลังพิงกันที่ฝั่งแม่น้ำขุนภู แล้วเอามีดมาแทงมือกันทุกคน เอาเลือดใส่แพ่งฝา สู่กันกิน ให้เป็นมิตรสนิทต่อกันทุกพระองค์ ต่อมาแม่น้ำขุนภูจึงเรียกว่า แม่น้ำอิง ในปัจจุบันนี้ได้มีอนุสรณ์สถานคือ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ประดิษฐานอยู่ที่หน้าศาลากลาง (เก่า) จังหวัดเชียงใหม่

อาณาจักรล้านนา

สมัยหิรัญนครเงินยาง อาณาจักรล้านนามีความเป็นมาหลังจากที่พญามังรายได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ อันมีเจ้าเมืองที่มีเชื้อสายมาจากวงศ์ลวจังกราชด้วยกันจนเป็นปึกแผ่นในอาณาจักรหิรัญนครเงินยาง ต่อมาได้ตีอาณาจักรหริภุญไชยแล้วผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรด้วย นับเป็นการเริ่มต้นของอาณาจักรใหม่ ที่ต่อมาเรียกว่า อาณาจักรล้านนา ภายหลังได้มีการย้ายศูนย์กลางของอาณาจักรไปอยู่ที่เมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ทำให้เมืองเชียงรายซึ่งเดิมนั้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรหิรัญนครเงินยางได้ลดความสำคัญลงไปในระยะหลัง ๆ

สมัยรัตนโกสินทร์

อาณาจักรล้านนาได้มีบทบาทสำคัญในการทำสงครามกับพม่า โดยนำกำลังร่วมกับกองทัพทางกรุงเทพฯ ทำสงครามกับพม่าในระหว่าง พ.ศ. 2312 - 2347 สงครามในระยะดังกล่าวนี้ได้เกิดลัทธิ เก็บผ้าใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ได้กวาดต้อนเอาผู้คนจากเมืองเชียงตุง สิบสองปันนา ฯลฯ ผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาเหล่านั้นส่วนใหญ่ ได้แก่ ชาวไทยใหญ่ ชาวไทยลื้อ และชาวไทยเขิน ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีที่คล้ายคลึงกับชาวไทยโยนกของอาณาจักรล้านนา แล้วมาไว้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักรล้านนา กลุ่มที่ถูกกวาดต้อนมานั้นได้เอาศิลปวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ด้วย เช่น การทำเครื่องเขิน แกงฮังเล น้ำพริกอ่องของชาวไทยเขิน ขนมจีนน้ำเงี้ยวของชาวไทยใหญ่ การทอผ้าของชาวไทยลื้อ เป็นต้น

ในปัจจุบัน กลุ่มชาวไทยลื้อหรือชาวไทยเขิน มีถิ่นฐานกระจายอยู่ในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงราย และจังหวัดในภาคเหนือ และได้ถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ไว้อย่างมาก เช่น วัฒนธรรมการแต่งกาย อาหารการกิน งานหัตถกรรม เป็นต้น
http://www.zabzaa.com/chiangrai/history.htm

.......................................

//-ประวัติศาสตร์ ก็ยังต้องมีการ หาข้อมูล ค้นคว้ากันต่อไป
วิธีเขียนประวัติศาสตร์
1.โดยลิขิตจากวัง
ทุกราชวงค์ จะมีการบันทึก เหตุการณ์สำคัญไว้
2.โดยลิขิตจากวัด
เมื่อเรารับ พุทธเถรวาท จากลังกา
ความนิยมเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
เชื่อมโยงกับ พระพุทธเจ้า และสาวกสำคัญเกิดขึ้น
จึงเป็นตำนาน "พระเจ้าเลียบโลก"
"พระพุทธเจ้าและสาวกสำคัญเคยเสด็จมา"
เพื่อ อ้างความชอบธรรมในอดีต
ดีที่สุดในปัจจุบัน
รับประกันผลดี ต่อไปในอนาคต
3.โดยนักวิชาการอิสระ
ซึ่งมักจะเป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่น บันทึกไว้ และมีผู้รวบรวมขยายผล
4.จากแผ่นดินที่เกี่ยวข้อง
อาจเป็นคู่ค้า คู่สงคราม
.....................................
//-ประวัติศาสตร์เชียงรายก็เช่นกัน
แม้น นักประวัติศาสตร์ ยุคใหม่ จะเชื่อ"คนไทยอยู่ที่นี่"
ร่องรอย มนุษย์โบราญ
-ยุคหิน
-ยุคเหล็ก
-ยุคสัมฤทธิ์
และการมีอยู่ของชุมชนที่เรียกว่า"เวียง" กระจัดกระจายอยู่ทั่วภาคเหนือ
แต่การวบรวมเวียง เป็นนคร อาจเป็นชนเผ่า ที่มีวัฒนธรรมสูงกว่า
กรณี"ขอม" ก็เช่นกัน
ขอม "ขะแมร์...กรอม" นายของเขมร หรือเขมรสูง
ย่อมไม่ใช่คนในท้องถิ่นกำพูชา แต่เป็น
ราชวงค์ ที่มาจากอินเดียใต้ ที่เป็นลูกผสมเปอร์เชีย
มาแต่งงานกับ ลูกหัวหน้าชนท้องถิ่น(นาค)
ซึ่งขยาย เขตการปกครอง เพื่อ เป็นที่มาแห่งทรัพยกร ที่มีค่า
-เมื่อมาปะทะกับ ราชวงค์ที่มาจากจีนตอนใต้ หรือจากอินเดียตอนเหนือ
ผ่านพุกามประเทศ
ก็เกิดการแย่งชิงดินแดน ซึ่งกันและกัน
ต่อมาได้มีสัญญาสันติภาพ ขอมปกครองจาก กำแพงเพชรลงไป
//-ในยุคสามกษัตริย์
ล้านนา
ภูกามยาว(พะเยา)
สุโขทัย
ทั้งสาม ได้ผูกมิตรกับ นครศรีธรรมราช
รับเอาพุทธศาสนา เถรวาทลังกาวงค์ เป็น เสาหลัก
อณาจักร พุทธจักร ราชวงค์(ธรรมมิกราช) ประชาราษฎร์ จึง เจริญร่วมกัน
เป็น"ธรรมเนียมแบบสยามวงค์"
สยามประเทศ จึงถือกำเนิดขึ้น ในดินแดนสุวรรณภูมิ
//-ดังนั้น ภาระกิจที่ จะดำรงเสาหลัก อยู่ในมือคนรุ่นเรา
สืบต่อจากบัดนี้เป็นต้นไป
ดังนั้นการเฉลิมฉลอง สืบชะตา บ้านเมือง 750ปีเชียงราย
ที่เป็นการเรี่มต้น"ล้านนา" จะมีค่ายั่งยืน ก็คือ
การ รวมหลัก
-อณาจักร
-พุทธจักร
-ธรรมมิกราช
-ประชาราษฎร์
เป็นสี่เสา ที่มั่นคง ยั่งยืน เป็นสวรรค์บนดิน
สาธ สาธุ สาธุ


  ความคิดเห็นที่ 22
 750 ปีเชียงราย ปี 2555 วันสำคัญที่ต้องมีพิธีคือ

1.วันแรกของตรุษจีน เป็นวันเกิดพระศรีอาริยเมตไตรย์ เรียกพิธีพระศรีอาริยเมตไตรย์

2.วันที่ 3 ของตรุษจีน พิธีสวดมนต์ถวายเทียน ให้มากเท่าที่จะทำได้ (ที่ธิเบตถวาย 1 แสนถ้วย)
เพื่อความเจริญรุ่งเรือง สว่างไสวของปีใหม่ ฟ้าใหม่ที่มาถึง เรียกว่า มึนลัม

3.พิธีมหาบูชา วันที่ 15 ของตรุษจีน

4.พิธีวิสาขบูชา (ซากาดาวา)

5.พิธีฉลอง(มณฑล)ธรรมจักร วันที่ 4 ของเดือน 6 จีน
ให้สาธุชนมาปิคนิคเลี้ยงฉลองด้วยน้ำชา น้ำหวาน ขนมหวาน
แล้วขึ้นไปหมุนมณฑลธรรมจักรคนละ 3 รอบ

6.พิธีตักบาตรเทโว ให้สาธุชนขึ้นไปทำ smoke puja


นายแม่
04/08/2554 (12:34 am)

  ความคิดเห็นที่ 21
 พระบฏ คือผืนผ้าเขียนรูปพระพุทธเจ้าหรือเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่นพระพุทธประวัติหรือชาดก คำว่า "บฏ" มีรากศัพท์ในภาษาบาลีว่า ปฏ (อ่านว่า ปะ - ตะ) ...
ชมประเพณีแห่ พระปฏ อันยิ่งใหญ่ในลาดัก




................................................
(ตามรอยพระศาสดา ปู่ลิง 2011)


  ความคิดเห็นที่ 20
 Link:

พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน 2011

ตัวช่วย
01/08/2554 (11:22 am)

  ความคิดเห็นที่ 19
 
วัดเวียงคำ (กาขาว) แม่สลองใน เชียงราย

หรือ " พระธาตุจอมขวัญ "

ที่ประดิษฐาน *พระทรงชัยรัตนะพลังแผ่นดิน*


สาธุ สาธุ สาธุ

กลอนช่างไพเราะประทับใจเหลือเกิน เลยขอ post มาฝากทุกท่าน



แดนทอง แดนธรรม แดนอริยะ
แดนรัตนะ แดนมงคล แดนสยาม
ทั่วทั้งฟ้า จรดดิน ทุกรูปนาม
ต่างกล่าวขาน ถึงพุทธ - สัญญา

ขอน้อม กายวาจา และดวงจิต
สร้างนิมิต เป็นองค์พระ เพื่อรักษา
เสริมกำลัง แผ่นดิน ด้วยพุทธา
พระนามา " ทรงชัยรัตน พลังแผ่นดิน"

ขอผองไทย ทั้งหลาย จงเป็นสุข
ขอความทุกข์ ทั้งเรื่องร้าย สลายสิ้น
ขอเหนือเกล้า ปกฟ้า สยามินทร์
ปกครองถิ่น แดนอริยะ ยิ่งยืนนาน

ขอสืบสาน งานฟ้า อันบรรเจิด
ขอเปิด ถิ่นประเสริฐ ที่กล่าวขาน
ถิ่นกาขาว เมืองศรีวิไล ในตำนาน
อีกสืบสาน สืบสาย สัมพันธวงศ์

คุณากร จะสถิตย์ ในถิ่นนี้
สวัสดี จะปรากฏ สมประสงค์
ขออย่าลืม สัญญา อันมั่นคง
ที่มีไว้ ต่อองค์ พระศาสดา

ขอสติ มีไว้ใน อิริยาบถ
สติจรด จงจำ บุญรักษา
จงจำไว้ เป็นธรรมะ สัญญา
พบอีกครา นาวาแก้ว โดยพร้อมกัน


กลอนไพเราะ
27/07/2554 (4:26 pm)

  ความคิดเห็นที่ 18
 
ยกขึ้นมา
26/07/2554 (11:05 am)

  ความคิดเห็นที่ 17
 
อรุณรุ่ง ที่เทอดไทย

  ความคิดเห็นที่ 16
 
พิธี ถวายพระพรชัย

  ความคิดเห็นที่ 15
 
พิธีขึ้นบันใด อริยะทรัพย์

  ความคิดเห็นที่ 14
 
ถวัลย์

  ความคิดเห็นที่ 13
 750 ปี เมืองเชียงราย

7 สิ่งมหัศจรรย์

ภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง

หอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติฯ

พระตำหนักดอยตุง

วัดร่องขุ่น

สบรวก (สามเหลี่ยมทองคำ)

วัดเวียงคำกาขาว

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์

วัดพระธาตุดอยตุง

วัดพระแก้ว

พระธาตุเก้าจอม

วัดพระธาตุผาเงา

พิพิธภัณฑ์รอยพระบาท รัชกาลที่ 9

0 ศูนย์รวมใจชาวเชียงราย

อนุสาวรีย์พญามังราย และสถูปพญามังราย

เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ ห้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และศูนย์รวมใจชาวเชียงราย

เชียงฮาย
25/07/2554 (10:29 pm)

  ความคิดเห็นที่ 12
 
รับอรุณที่พระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน - 1
วัดเวียงคำ(กาขาว) แม่สลองใน เชียงราย
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554
(เพลงกรอธาตุ)




คลิป : รับอรุณพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน - 2
วัดเวียงคำ (กาขาว) แม่สลองใน เชียงราย
วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554
(เพลง ธรรมดวงเดียวกัน)




คลิป : รับอรุณพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน - 3
วัดเวียงคำ(กาขาว) แม่สลองใน เชียงราย
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554

1.มหาสังฆทาน : เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย
2.ขันโตกบนยอดดอย
3.พิธีกงจูเทียง
4.ตักบาตรเที่ยงคืนพระอุปคุต

(เพลงนานามาแต่เหตุ)




คลิป : รับอรุณพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน - 4
วัดเวียงคำ(กาขาว) แม่สลองใน เชียงราย
วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554
(เพลงพุทธสัญญา)




กาขาว
25/07/2554 (9:31 pm)

  ความคิดเห็นที่ 11
 
กาขาว
25/07/2554 (2:46 pm)

  ความคิดเห็นที่ 10
 
กาขาว
25/07/2554 (2:40 pm)

  ความคิดเห็นที่ 9
 ประวัติเมืองเชียงราย

เชียงฮาย
25/07/2554 (10:56 am)

  ความคิดเห็นที่ 8
 
สาธุ ตำนานเมืองเชียงราย มีมายาวนาน น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ใครจะไปรู้ว่า ชาวทรงวาดได้เป็นทีมหนึ่ง ที่มาช่วยสืบทอด สร้างเชื่อมสะพานต่อข้ามยุค
พาตำนานเมืองเชียงรายให้ยาวไกลต่อไปอีก สานต่อความอัศจรรย์ยิ่ง
เชื่อมสะพานสร้างทางไว้รองรับ ยุคพระศรีอาริยะเมตไตร เสด็จลงมาตรัสรู้

มิใช่ธรรมดาเลย

น้อมอนุโมทนาสาธุการ กับ คุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามกาล ทั่วสามภพ และวัชระจิตแห่งคุรุจารย์ที่มีต่อพระปณิธาน ได้นำพาเหล่าสรรพสัตว์สืบสานงาน สืบทอดพระพุทธศาสนา ปรารถนาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้กลับคืนสู่ฝั่งพระนิพพาน


สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ สาธุ สาธุ สาธุ นิพพานะปัจจะโยโหตุ

สาธุ สาธุ
25/07/2554 (10:48 am)

  ความคิดเห็นที่ 7
 อยากทราบความเคลื่อนไหวการหล่อพระกำลังแผ่นดิน

มารีจิเทพธิดาธารณี

เจ้าภาพสร้างบันใด

ประกาศข่าวกฐิน 2551

กฐินปี 2552

เวปอารยัน

เวียงกาขาว พระทรงชัย ฯ

วัชระธรรมบาล มหัศจรรย์ สุวรรณภูมิ

เวียงกาขาว พระทรงชัย ฯ

พระแม่มอรีจี ณ พระทรงชัย

ผ้าป่าสามัคคีเสริมสิริปีใหม่ 2554

ถวายผ้าป่าและพระผง๘๔,๐๐๐องค์

พระทรงชัย ฯ เวียงกาขาว

พิธีก้งจูเทียงและพิธีตักบาตรเที่ยงคืนวัดเวียงคำ(กาขาว)

กองทุนอาหารวัดเวียงคำกาขาว



หมื่นลี้เพื่อกันภัย

หมื่นลี้เพื่อกันภัย(ภาค 8 เทพนาคา - มังกรฟ้า)



ยกมา
25/07/2554 (6:17 am)

  ความคิดเห็นที่ 6
 ยกมา link เกี่ยวข้องกับโครงการพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน วัดเวียงคำกาขาว ในเวปนวกาพรหม

ขอเชิญร่วมหล่อส่วนฐานบัวรองรับองค์พระทรงชัย ฯ

งานถวายพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน

งานสมโภชพระศรีอริยรัตนปภัสสร

รูปภาพงานสมโภชพระศรีอริยรัตนปภัสสร

รูปพุทธบารมีพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน

ภาพการอัญเชิญพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม

พิธีขึ้นบันใดสวรรค์ปทุมคีรีศรีอริยะ

รูปภาพพิธีขึ้นบันใดสวรรค์ปทุมคีรีศรีอริยะ

ประมวลภาพพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน

พิธีพุทธาภิเษกพระเอกทศมุขี ฯ

งานจุลกฐินมหากุศล 2552

ผ้าป่าสามัคคีวิสาขบูชา 2553 สร้างโรงครัว

ผ้าป่าสามัคคีเสริมสิริปีใหม่ 2554

พิธีก้งจูเทียนและพิธีตักบาตรเที่ยงคืนวัดเวียงคำกาขาว

พิธีทอดผ้าป่าสามัคคีวันเข้าพรรษา 2554

ผ้าป่าสามัคคีต่อถนนเข้าวัด

รวมภาพ
25/07/2554 (5:01 am)

  ความคิดเห็นที่ 5
 ปฐมบทหลวงพ่อพระทรงชัยรัตนพลังแผ่นดิน

อารยัน
24/07/2554 (10:02 pm)

  ความคิดเห็นที่ 4
 เวียงกาขาว แดนธรรมศรีวิไล

อารยัน
24/07/2554 (9:57 pm)

  ความคิดเห็นที่ 3
 ศูนย์รวมใจชาวเชียงราย

เชียงฮาย
24/07/2554 (9:41 pm)

  ความคิดเห็นที่ 2
 วัดเวียงคำกาขาว

กาขาว
24/07/2554 (9:32 pm)

  ความคิดเห็นที่ 1
 

LOGO
24/07/2554 (9:28 pm)