สุขาวดีพุทธเกษตร
สุขาวดีพุทธเกษตร
1. มีภูเขาแก้วทั้ง 7 เป็นกำแพงแก้ว 7 ชั้น 2. มีต้นตาลขึ้นเป็นแนวอยู่อีก 7 แถว 3. มีตาข่ายกระดึงทองโยงให้ถึงกัน 4. อาณาบริเวณเต็มไปด้วยแก้วมณี 7 ประการ 5. มีสระน้ำทั้ง 7 เต็มไปด้วยรัตนชาติ 7 ชนิด คือ ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก ทับทิม บุษราคัม และมรกต 6. มีท่าน้ำขึ้น-ลงสระโบกขรณีที่ -ระดับน้ำลึกพอที่กาจะก้มลงกินน้ำได้ -ท่าขึ้น-ลงนับรายระยับด้วยทรายทอง -บริเวณรอบ ๆ สระมีต้นไม้แก้ว 7 ประการออกดอกผลน่า ชื่นใจ -ในสระทั้ง 7 มีดอกบัวนานาพันธุ์ต่างสีสันสวยงามมาก -ดอกบัวนานาชนิดเบ่งบานเต็มที่จะมีขนาดใหญ่เท่ากง เกวียน 7. มีดุริยางคทิพย์บรรเลงเป็นนิจ 8. พื้นดินปูลาดด้วยทอง (แผ่นดินทอง) 9. มีฝนมณฑาทิพย์ตกลงมาส่งกลิ่นหอม วันละ 6 ครั้ง กลางวัน 3 กลางคืน 3 10. มีนกนานาชนิดต่างร้องเสียงประกาศธรรม
วันหนึ่งคืนหนึ่งในสุขาวดีพุทธเกษตร เท่ากับ 1 กัลป์ในโลกมนุษย์ และผู้ที่ไปบังเกิดในสุขาวดีนั้น ล้วนเป็นโอปาติกะเกิดขึ้นในดอกบัว ชาวสุขาวดีพุทธเกษตร ไม่มีทุกข์ โศก โรค ภัยอะไร มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขสวัสดี อายุยืน เป็นแดนอันเสมือนที่พัก ระหว่างภพ 3 กับ พระนิพพาน ผู้ที่ไปถืออุบัติขึ้นในสุขาวดี ล้วนต้องถึงแดนพระนิพพานแน่นอน หากยังมีกิเลสหนาติดมาจากโลกอื่น ก็จักอบรมตัดกิเลสหมดสิ้นกันที่นั่น แต่ถ้าหากมีความปรารถนา จะกลับมาโปรดสัตว์ในโลกมนุษย์ หรือโลกอื่น ๆ ทั่วทิศ ก็สามารถทำได้ดังใจปรารถนา
มนุษย์ เทวดา และสัตว์ทั้งปวงทั้วทิศ ที่ปรารถนาจะมุ่งไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตรนั้น จำแนกได้ 3 ประการ คือ 1. ประเภทสูงสุด - บรรพชิต คือผู้ออกบวชเป็นพระภิกษุ และกระทำจิตมุ่งต่อโพธิญาณ หมั่นตรึกรำลึกถึงพระอมิตาภาพุทธเจ้า 2. ประเภทกลาง ได้แก่มนุษย์ เทวดาและ สัตว์ทั้งปวงทั่วทิศ ที่มีจิตมุ่งบังเกิด สุขาวดี พุทธเกษตร ประกอบการบุญกุศลต่าง ๆ ไม่เสื่อม คลาย จิตมุ่งตรงต่อโพธิญาณ และหมั่นรำลึกถึงพระอมิตา ภาพุทธเจ้า 3. ประเภทต่ำ ได้แก่มนุษย์ เทวดา และ สัตว์ทั้งปวงในทศทิศ ซึ่งมีจิตมุ่ง บังเกิด ในสุขาวดีพุทธเกษตรนั้น และศรัทธา เชื่อมั่นรำลึก ถึงเพียง 1 ครั้งหรือ 2 ครั้ง จนถึง 100 ครั้งต่อพระอมิตา ภาพุทธเจ้า แม้จะไม่ได้ประกอบการกุศลกรรมทั้งหลาย เป็น นิจ
สุขาวดีพุทธเกษตร บัว 9 ชั้น ชั้นที่ 1. ผู้ทรงศีลครบถ้วน มีจิตมุ่งตรงต่อโพธิญาณ ศรัทธาต่อ พระอมิตาภาพุทธเจ้า และจิตมุ่งบังเกิดแดนสุขาวดี เมื่อถึงกาล ดับขันธ์แล้ว พระอมิตาภาพุทธเจ้าและบริวารจะเสด็จมารับด้วย พระองค์เอง ชั้นที่ 2. บุคคลที่มีความรู้แตกฉานในธรรมชั้นสูงสุด เชื่อมั่นใน กฎแห่งกรรม ไม่กล่าวติเตียนมหายาน เมื่อใกล้ดับขันธ์พระอมิ ตาภาพร้อมพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์และพระ สถามปราปต์มหาโพธิสัตว์กับบริวารมากมายเสด็จมารับไปอุบัติ ขึ้นในดอกบัว ณ สระแก้ว แต่ต้องนั่งสมาธิอยู่ในดอกบัว กำหนดข้ามวัน ดอกบัวบาน จึงมีโอกาสฟังธรรมจากพระอมิตา ภาพุทธเจ้าและอัครสาวกซ้าย-ขวา มีกำหนด 7 วัน จึงบรรลุอนุ ตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ชั้นที่ 3. บุคคลผู้เชื่อกฎแห่งกรรม ไม่กล่าวร้ายมหายาน มีโพธิ จิต และตั้งใจบังเกิด ณ แดนสุขาวดี เมื่อใกล้ดับขันธ์ พระอมิตา ภาพุทธเจ้าและพระอัครสาวกทั้ง 2 องค์ จะทรงเนรมิตดอกบัว ทองไว้ในพระหัตถ์ของทั้ง 3 พระองค์ บันดาลให้เป็นพระ พุทธเจ้าจำนวน 500 พระองค์มารับไปอุบัติขึ้นในดอกบัว และ จะต้องนั่งสมาธิในดอกบัวกำหนด 1 วันเต็ม ๆ ดอกบัวบานแล้ว อีก 7 วันจึงจะได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระอมิตาภาพุทธเจ้า และพระอัครสาวกทั้งสอง ตลอดถึงพระโพธิสัตว์องค์อื่น ๆ เป็น เวลานานถึง 37 วัน จึงจะบรรลุพระโพธิญาณ ชั้นที่ 4. บุคคลผู้ถืออุโบสถศีลอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ละเมิดศีล ข้อใดเลย จิตมุ่งบังเกิดแดนสุขาวดี พระอมิตาภาพุทธเจ้าพร้อม พระภิกษุบริวาร จะมารับให้ไปอุบัติขึ้นในดอกบัว ดอกบัวจะ ค่อย ๆ บานออกทีละน้อย ๆ จะได้มีโอกาสฟังธรรม เรื่องอริยสัจ 4 และจะได้บรรลุอรหันต์เป็นผลสืบไป ชั้นที่ 5. บุคคลผู้ถือศีล 8 ได้เพียงวันหนึ่งคืนหนึ่ง หรือศีล 10 หรือศีลภิกษุ 227 โดยไม่ขาดตกบกพร่อง มีจิตมุ่งบังเกิดใน แดนสุขาวดี เมื่อถึงกาลดับขันธ์ พระอมิตาภาพุทธเจ้าและภิกษุ สงฆ์จะมารับไปอุบัติขึ้นในดอกบัว ต้องใช้เวลานานถึงครึ่งกัลป์ จึงจะบรรลุพระอรหัตผล ชั้นที่ 6. บุคคลผู้มีความกตัญญูเลี้ยงดูบิดามารดาอย่างดี มี มนุษยธรรม มีศีล 5 ประจำตน เมื่อใกล้ดับขันธ์ ปรารถนา บังเกิด ณ แดนสุขาวดี จะไปเกิดในดอกบัวตูม กำหนดครบ 7 วัน ดอกบัวบานจึงมีโอกาสเฝ้าพระมหาโพธิสัตว์อัครสาวกทั้ง สอง สดับพระธรรมเทศนาจากท่าน มีกำหนดล่วงไป 1 กัลป์ จึง จะบรรลุอรหัตผล ชั้นที่ 7. บุคคลผู้ก่อกรรมเลวชั่วช้า ไม่ละอายต่อบาป เมื่อใกล้ ดับขันธ์ได้ยินเสียงเอ่ยพระนามพระอมิตาภาพุทธเจ้า พระองค์ จะทรงเนรมิตพระรูปของพระองค์และพระอัครสาวก ทั้งสองไป รับมาอุบัติขึ้นในดอกบัว มีกำหนด 77 วันล่วงไป ดอกบัวจึง บานและพระอัครสาวกทั้งสองทรงเทศนาธรรมสั่งสอนล่วงเวลา ไป 10 กัลป์ จึงเข้าปฐมภูมิแห่งพระโพธิสัตว์ คือ มีทานบารมี เป็นใหญ่ ชั้นที่ 8. บุคคลผู้ละเมิดต่อศีลทั้งปวง มีที่ไปเกิดแน่ ๆ คือ อบายภูมิ ( เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรก ) เมื่อใกล้ ดับขันธ์ จะมีกรรมนิมิต คตินิมิตเป็นที่น่าสพึงกลัว แต่โชคดี อาศัย บัณฑิตช่วยชี้แจงสรรเสริญพระคุณของพระอมิตาภาและ ความสวยงามของแดนสุขาวดี กรรมนิมิตที่แลเห็นเป็นไฟนรกก็ จะกลับกลายเป็นดอกบัว และดอกบัวนั้นจะมีภาพแปลงกายของ พระอมิตาภาพุทธเจ้าและพระอัครสาวกทั้งสองพระองค์มารับ เมื่อจุติในดอกบัวตูม กาลเวลาล่วงไปนานถึง 6 กัลป์ ดอกบัว จึงบานออก และจึงมีโอกาสฟังธรรมจากพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง สองพระองค์ จักบังเกิดโพธิจิตแก่บุคคลนั้นโดยพลัน ชั้นที่ 9. บุคคลผู้ประกอบแต่ความชั่ว สมควรสู่อบายภูมิ เมื่อ ใกล้ตายมีผู้มาตักเตือนให้สวดรำลึกถึงพระอมิตาภาพุทธเจ้า ชั่ว 10 ขณะจิต กรรมคติร้ายก็จะกลายเป็นดอกบัวทองมา ปรากฏอยู่เบื้องหน้าและรับบุคคลนั้นไปเกิด ณ แดนสุขาวดี อุบัติในดอกบัวอยู่นาน 12 มหากัลป์ ดอกบัวจึงบานออกได้รับ พระธรรมเทศนาจากพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง 7 พระองค์ แล้วโพธิ จิตก็จะบังเกิดโดยพลัน ต้องประพฤติเช่นไรจึงจะไปเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร 1. “สิ่ง” แปลว่า ศรัทธา คือต้องมีจิตศรัทธา ปสาทะในพระอมิ ตาภาพุทธเจ้า อย่างแน่ว แน่จริงจัง ไม่มีความลังเลสงสัยใน พระองค์ ท่านเหลืออยู่เลย 2. “จ๋วง” แปลว่า ปณิธาน หรือมีความตั้งใจ มั่นที่จะไปบังเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร 3. “เหง” แปลว่า ลงมือปฏิบัติ คือปฏิบัติ กุศลกรรมทั้งปวงที่จะ เป็นกำลังปัจจัยให้ได้ไป บังเกิด ณ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร อย่าง สม่ำเสมอแน่วแน่จริงจัง